แม้เป็นความเคลื่อนไหวเล็ก ๆ แต่กลับน่าสนใจ และที่สำคัญไปกว่านั้นยังสะท้อนให้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนสังเวียนการต่อสู้ทางการเมือง ระหว่าง “ขั้วอำนาจเก่า” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กับ ขั้วอำนาจใหม่ “ที่นำหน้าโดย “คสช.” สืบทอดอำนาจต่อมาเป็นสมัยที่สอง ผ่านรัฐบาล “ประยุทธ์2/1” ได้เป็นอย่างดี

นั่นคือการเปิดใจ เบื้องลึก เบื้องหลังของ “จอม เพชรประดับ” สื่อมวลชนอิสระ ซึ่งลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ประกาศโยนผ้ายอมแพ้ ! เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ล่าสุดจอม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุค ทั้งที่มาที่ไปของการตัดสินใจลี้ภัยทางการเมือง เมื่อ6ปีที่แล้วเพราะไม่อาจยอมรับอำนาจของฝ่ายเผด็จการได้ และประเด็นที่เหมือนเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย”ที่ทำให้จอม ประกาศโยนผ้ายอมแพ้ คือการที่ “พรรคเพื่อไทย” โหวตผ่านพ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหมไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562

ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ หนึ่งในพรรคฝ่ายค้าน กลับแสดงความชัดเจน ด้วยการโหวตไม่รับพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว จนเกิด “งูเห่าสีส้ม”

“เพื่อไทย-ไทยรักไทย-พลังประชาชน-ไทยรักษาชาติ” ไม่เคยเข็ดหลาบกับการ “สู้ไปกราบไป” แทนที่จะใช้พลังผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้ แต่ไม่เห็นค่า กลับอ้อนวอน ร้องขอความเมตตาจากศัตรูอยู่ร่ำไป” ส่วนหนึ่งจากข้อความของจอม ที่นำมาอธิบายว่าเพราะเหตุใด เขาจึงยอมแพ้

อย่างไรก็ดี ท่าทีของพรรคเพื่อไทย กับข้อครหา “สู้ไป เจรจาไป” นั้นเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการยึดอำนาจตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา จนมาถึงยุค คสช. ในปี 2557 จนยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยเองย่อมประเมินได้เช่นกันว่า โอกาสที่จะ “พลิก”กลับมาเป็นฝ่ายชนะ เห็นที่จะเป็นไปได้ยาก

ตลอดหลายปีมานี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การต่อสู้กับ “อำนาจใหม่” ของกลุ่มคสช. อย่างชนิดที่เรียกว่า “ลุยเต็มพิกัด” เพราะอย่าลืมว่า ในระหว่างทางของการต่อสู้นั้น ดูเหมือนว่าจะมีแต่ฝ่ายทักษิณ ที่ต้อง “เสียหมาก” ในมือไปแล้วหลายส่วน

จะด้วยเพราะจงใจหรือจำต้องทอดทิ้ง “รัฐมนตรี” บางรายให้ต้องเผชิญวิบากกรรม อย่าง “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีตรมว.คลัง ที่ยังอยู่ในระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำ จากคดีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือแม้แต่การที่ “แกนนำคนเสื้อแดง” ได้แปรพักต์หันไปร่วมงานกับ “พรรคพลังประชารัฐ” ไปจนถึงการเดินสายทำงาน “หลังฉาก” ให้กับรัฐบาล

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย นับตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง 24มี.ค.2562 ที่ผ่านมา จึงไม่ได้ออกไปในเชิง “บู๊สุดใจ” เพราะ “นายใหญ่” ไม่ได้ “ทุ่มสุดตัว” มิหนำซ้ำ “นายทุน” ที่เคยส่งเสบียงกรังให้กับพรรค ก็เริ่มหดหาย บางรายถึงขั้น “วางมือ” เพราะเป็นการ “ลงทุน” ที่แทบ “ไม่คุ้มค่า” มองไม่เห็นผลกำไร

ขณะที่ฟากทักษิณ เองก็อยู่ในสถานะที่ถูกกดดันทั้งเรื่องการบริหารจัดการพรรค ไปจนถึงการหาช่องทางรักษา “คนในตระกูลชินวัตร” ไม่ให้มีอันต้องติดบ่วงคดีความ โดยเฉพาะในรายของ “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตชายของทักษิณ ที่กำลังติดคดีเงินกู้แบงค์กรุงไทย จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ คาดการณ์กันว่า ที่สุดแล้ว พานทองแท้อาจจะต้องเลือกทางเดินทาง ตามรอย พ่อและ “อาปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ นั่นคือการหนีออกนอกประเทศ

เมื่อสถานการณ์ทั้งในและนอกพรรค รุมเร้า กดดัน บีบคั้นอดีตนายกฯทักษิณ ให้ขยับได้ยากเช่นนี้ มิหนำซ้ำยังมีคนในครอบครัวที่เป็นเสมือน “ตัวประกัน” อยู่ในประเทศไทย สิ่งที่ปรากฎจึงออกมาในรูปแบบการต่อสู้ที่ว่า “รบไป เจรจาไป” อย่างที่เห็น !