เมื่อวันที่ 24 ต.ค.62 พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ได้นำสำนวนคดีระเบิด ซึ่งเป็นเอกสารกว่า 13.000 แผ่น หรือ 10 ลัง ส่งเสนอสำนวนการสอบสวนต่อนายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ส.ค.62 ได้มีเหตุพบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 2 ลูก บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในช่วงวันเวลาเดียวกันได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีก 3 แห่ง สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และหน้าสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ในวันเวลาใกล้เคียงกัน ได้มีกลุ่มคนร้ายวางระเบิดเพลิงอีก 10 จุด ในร้านค้า และห้างสรรพสินค้าชั้นนำย่านประตู้น้ำ ห้างสยามพารากอน ห้างสยามแสควร์วัน ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และห้างแพลตทินั่ม หลังก่อเหตุกลุ่มคนร้ายได้พากันหลบหนี ก่อให้เกิดความเสียหายประชาชนบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ทรัพย์สินประชาชนและของทางราชการได้รับความเสียหายกว่า 28 ล้านบาท ก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยเฉพาะสถานที่เกิดเหตุในกรุงเทพฯ

ต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้มีคำสั่งที่ 459/2562 แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยมี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน คลี่คลายคดี ผลการสืบสวนสามารถจับกุมตัวนายลูไอ แซแง,นายวิลดัน มาหะ และนายมูฮัมมัดอิลฮัม สะอิ กลุ่มวางระเบิดแสวงเครื่องได้ รวม 3 คน ทางการสืบสวนสอบสวน มีพยานหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงกลุ่มขบวนการทั้งระเบิดแสวงเครื่องและระเบิดเพลิง เกิดจากกลุ่มคนร้ายกลุ่มเดียวกัน ที่ร่วมกันก่อการร้าย มีการวางแผนบงการในต่างประเทศ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงมอบหมายให้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. มากล่าวโทษและสั่งโอนสำนวนการสอบสวนที่เกิดขึ้นทั้ง 5 สถานี 18 คดี โดยมี สน.พญาไท 7 คดี, สน.ปทุมวัน 4 คดี, สน. ยานนาวา 2 คดี ,สน.ทุ่งสองห้อง 4 คดี ,สภ.ปากเกร็ต คดี มายังกองปราบปราม โดยมอบหมายให้ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป. และคณะ ร่วมสอบสวนกับพนักงานสืบสวนสอบสวนชุด นอกจากนี้ความผิดส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดจึงมอบหมายนายสมสินธ์ สุดสายธรรม พนักงานอัยการ เข้าร่วมสอบสวนคดีนี้

จากการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง นายมะนูเด็น สามะ นายมูฮำมัดอาดีลัน สาและ,นายอารีฟ มะเซ็ง นายซุลกีฟรี มะสาแมง และนายรอแปะอิง อุเซ็ง (กลุ่มผู้บงการ) และกลุ่มผู้ลงมือปฏิบัติการได้แก่ นายลูไอ แซแง นายวิลดัน มาหะ, นายอุสมัน ลาเตะ , นายฮาซัน อาแว,นายนัสรู มะประสิทธิ์ นายฮาแซ แบเล๊าะ นายมะยูโซะ หะยีสามะนายฮากีม ปุนยัง นายมูฮัมมัดอิลฮัม สะอิและกลุ่มผู้ลงมือวางระเบิดเพลิงแสวงเครื่องมี 7 คน ประกอบด้วย นายอัสมี อาบูวาะ นายอุสมาน เปาะลอ นายอัมรี มะมิง ,นายศรัทธา อาแว นายอุสมาน เจ๊ะเต๊ะ ,นายสุกรี ดือรามัน นายมะยากี มะลาซิง รวม 21 คน ในข้อหา“ร่วมกันก่อการร้ายเป็นอั้งยี่, เป็นซ่องโจรฯ,ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน,ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้มีบุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ทรัพย์สินและโรงเรือนเก็บสินค้าเสียหาย ,ร่วมกันทำ ใช้ มีไว้ซึ่งวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้,มียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ”

คดีมีพยานบุคคล เอกสารกว่า 13, 000 แผ่น เสนอสำนวนการสอบสวนต่อ นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป