แสงไทย เค้าภูไทย

ในยุคล่าอาณานิคม ศูนย์อำนาจโลกอยู่ที่ยุโรป ยุคหลังสงครามโลกศูนย์อำนาจและเศรษฐกิจย้ายมาอยู่อเมริกา วันนี้ ศูนย์อำนาจทั้งสองย้ายมาอยู่เอเชีย มีสี่มหาอำนาจเป็นเสาหลัก

การประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ประจำปี 2019 ที่วอชิงตันดีซี สุดสัปดาห์ที่แล้ว มีบรรดาผู้ว่าการธนาคารกลางของทุกประเทศสมาชิก รวมทั้งรัฐมนตรีคลังและกรรมการของ IMFและธนาคารโลกมาชุมนุมกันคับคั่ง

มีบทสรุุปวิเคราะห์ที่น่าสนใจอยู่ข้อหนึ่ง คือการยอมรับกันทั่วมวลสมาชิกว่า ศูนย์กลางการค้าโลกได้ย้ายจากสหรัฐอเมริกามาสู่เอเชียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ใช่แต่ศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจเท่านั้น ศูนย์อำนาจทางการทหารและทางการเมืองโลกก็กำลังตามมาอยู่ที่เอเชียด้วย

โดยมีกลุ่มและประเทศเป็น 4 เสาหลักค้ำยันศูนย์อำนาจเหล่านี้

New McKinsey Global Institute ได้รายงานผลวิจัยว่า ภูมิภาคเอเชียกำลังเพิ่มสัดส่วนในการมีส่วนร่วมในด้านการค้าโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ จำนวนประชากร วิชาการความรู้ การขนส่ง วัฒนธรรมและทรัพยากร มีการเชื่อมต่อข้ามพรมแดน 8 ด้าน

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเอเชียมีส่วนร่วมในการค้าโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1ใน 3 จาก 1ใน 4 ที่เด่นชัดคือ การมีส่วนแบ่งทางการบินพาณิชย์โลกที่ขึ้นมาจาก 33% เป็น 40%

การไหลสะพัดของเงินทุน เพิ่มจาก 13% เป็น 23% การเคลื่อนย้ายเงินทุนเหล่านั้น ผ่านจากมหานครสู่มหานครซึ่งเอเชียมีถึง 20 มหานครจาก 30 มหานครของโลก

ที่น่าสังเกตุคือ เมืองใหญ่ที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนต่างประเทศ (FDI) เป็น 0 อย่างย่างกุ้งนั้น เมื่อปี 2017 มีเข้ามาถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์

สิ่งที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของเอเชียที่สำคัญที่สุดคือการค้าภายในภูมิภาคที่หนาแน่นคิดเป็น 60% ของทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของเอเชียแทบจะไม่ต้องพึ่งพาโลกตะวันตกหรือย่านอื่นๆมากเหมือนก่อน

สี่เสาหลักเอเชีย อันดับหนึ่งหนีไม่พ้นจีน ที่ส่งเม็ดเงินไปลงทุนต่างประเทศในย่านเพื่อนเอเชียถึง 35% ของทุนไหล FDIทั้งหมด

จีนเองนั้น นวัตกรรมใหม่พรั่งพรูออกมารังสรรค์เศรษฐกิจจนก้าวล้ำนำหน้าเพื่อนๆ โดยปี 2017 จีนจดสิทธิบัตรนวัตกรรมใหม่ถึง 44% ของจำนวนสิทธิบัตรทั้งโลกรวมกัน

เสาหลักที่สอง ได้แก่กลุ่มเอเชียก้าวหน้า อันมีที่มาจากการสร้างเทคโนโลยีก้าวล้ำและเงินทุน โดยมีเงินทุน FDI ออกมาลงทุนนอกบ้าน คิดเป็น 54% ของเงินลงทุนในภูมิภาคทั้งหมด

ขาใหญ่ในกลุ่มคือญี่ปุ่น ลงทุนในเมียนมาร์ 35% กับ 17% ในฟิลิปปินส์ รองลงมาเกาหลีใต้ลงทุนในเวียดนาม 33%

เสาที่ 3 คือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่สำคัญคือกลุ่มชาติอาเซียน ซึ่งมีผลผลิตและการค้าคิดเป็น 73% ของทั้งทวีป

เสาที่ 4 คืออินเดีย “แนวหน้าแห่งเอเชีย” ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลกรองจากจีน โดยมีสัดส่วน 31% ของเงินทุนหมุนเวียนในภูมิภาค

สิ่งที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชีย คือ แรงงาน ซึ่งเป็นทั้งผู้บริโภคด้วย

และเพราะศูนย์กลางการค้าโลกย้ายมาอยู่เอเชีย ทำให้สหรัฐ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ พยายามถ่วงดุลและเรียกคืนความยิ่งใหญ่ในอดีตของสหรัฐด้วยการทำสงครามการค้า

ได้ผลที่ทำให้เศรษฐกิจจีนหยุดโตเร็ว แต่กลับเป็นบูเมอแรงเหวี่ยงกลับไปที่สหรัฐฯ และยังผลให้ชาติเอเชียที่ผูกพันกับจีนมากกว่าสหรัฐฯ พลอยรับผลไปด้วย

ไอเอ็มเอฟพยากรณ์อัตราเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้เอาไว้ที่ 3% เท่านั้น จากปีที่แล้ว 3.6% ส่วนปีหน้าจะกระเตื้องเล็กน้อยเป็น 3.4%

การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้หลายชาติดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากภาวะซบเซา โดยการกู้หนี้เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศของตน

ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในชาติหนี้ท่วมเหล่านั้น ยังผลให้เกิดการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

มีการสรุปผลการประชุมว่า ควรจะเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติตามกฎระเบียบการค้าโลกยิ่งขึ้น เพื่อลดความกระทบกระทั่งจนนำไปสู่สงครามการค้าอย่างที่เกิดขึ้น

โดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์กรการค้าโลก (World Trade Organization -WTO)กันเสียทีหลังจากเป็นเสือกระดาษมานานแสนนาน

ที่ WTO ไม่ทำอะไรเลยกับความขัดแย้งและสงครามการค้าก็เพราะ WTO ไม่สามารถทำอะไรกับสหรัฐฯได้

สหรัฐก็เลยแสดงอำนาจ ทำสงครามการค้ากับจีนที่กระทบไปถึงเศรษฐกิจโลก

ในยามที่ศูนย์การค้าโลกย้ายมาอยู่เอเชีย จึงมีข้อเสนอว่า ควรจะจัดการสหรัฐ หรือที่จริงก็คนคนเดียวคือทรัมป์

การเสนอถอดถอนเขาจากตำแหน่ง(impeachment) จะประสบผลสำเร็จแค่ไหน

ถ้าถอดถอนเขาไม่ได้ เลือกตั้งกลางเทอม ปีหน้าจะชี้ว่า เขาจะอยู่หรือไป

คาดเดากันยาก เพราะคนอเมริกันคิดกันเป็นระบบก็มาก คิดแผลงๆก็มี

ที่ได้เป็นประธานาธิบดีมา ก็เพราะคนส่วนใหญ่เลือกลูกบ้าของเขา โดยไม่คาดคิดว่า มันจะส่งผลเกินคาดคิดมาจนถึงวันนี้

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน