ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ยังคงปักหลักที่จะยืนแลกหมัดกับ ฝั่งตรงข้ามโดยใช้ "กลไก" ทางฝ่ายนิติบัญญัติเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ภายใต้วาทกรรม ว่าด้วยการ "ตรวจสอบ" กันอย่างแข็งขัน

เมื่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนฯ โดยมี "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ เตรียมเรียก "พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ" ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก และผู้ชำนาญการสำนักงานกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม

โดยสืบเนื่องจากการที่ พล.ต.บุรินทร์ แจ้งความดำเนินคดีกับ"12 แกนนำ" อันประกอบด้วยแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านและนักวิชาการที่ไปร่วมกันพูดในวงสัมมนาแล้วมีการระบุถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 1

ต่อมา พล.ท.พงศกร รอดชมภูส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนฯ เปิดเผยว่า กมธ. จะเชิญ "บิ๊กแดง" พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ผบ.ทบ.มาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องความมั่นคงในวันที่ 21 ต.ค.นี้ หลังจากที่ พล.อ.อภิรัชต์ได้บรรยายพิเศษหัวข้อ "แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง" สร้างความฮือฮาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

แน่นอนว่าทั้ง พล.อ.อภิรัชต์และ พล.ท.บุรินทร์ จะมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ด้วยตัวเองหรือไม่ก็อาจไม่ใช่ประเด็นที่คนของพรรคอนาคตใหม่ คาดหวังที่จะได้เห็นเพราะเมื่อพิจารณาจากมุมของพล.อ.อภิรัชต์ และ พล.ท.บุรินทร์เองก็ต้องประเมินได้เช่นกันว่า การมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ที่มีคนของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งประกาศท่าทียืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล และ คสช.มาโดยตลอดนั้น ไม่น่าจะเป็นการดีสำหรับฝ่าย "ขุนทหาร" เท่าใดนัก

และสำคัญไปกว่านั้น การที่พรรคอนาคตใหม่ ใช้กลไกทางนิติบัญญัติ เชิญ พล.อ.อภิรัชต์ และพล.ท.บุรินทร์ มาชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ทุกคณะที่คนของพรรคมีบทบาทนำนั้น ที่สุดแล้วย่อมคาดหวัง "ผล" ในเชิงสัญลักษณ์ ก่อผลในเชิงจิตวิทยา เป็นสำคัญ

เพราะจะว่าไปแล้ว ต้องยอมรับว่า พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกองทัพ มาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังมี คสช.จนการเมืองเดินมาสู่การเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง จนมาถึงรัฐบาล "ประยุทธ์ 2/1"แต่ทว่ากองทัพก็ยังมีบทบาทในฐานะเสาค้ำยันรัฐบาลที่สำคัญ ซึ่งมีแนวโน้มว่า ถนนแห่งอำนาจของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืดยาวออกไปแทบไม่มีที่สิ้นสุด

ด้วยเหตุนี้ ภารกิจของพรรคอนาคตใหม่จึงไม่ใช่เพียงการโค่นล้มรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ยังต้องรบรากับ"กองทัพ" ไปพร้อมๆ กัน โดยใช้ยุทธวิธีการรบแบบกองโจร ด้วยกำลังที่น้อยกว่า แต่หวังผล "ก่อกวน" ยั่วยุให้อีกฝ่ายเสียสมาธิ

ทว่ารอบนี้ พรรคอนาคตใหม่เลือกที่จะแปรเปลี่ยน "เสียงคำราม"ของ พล.อ.อภิรัชต์ ที่ตั้งใจกระแทกไปยัง "ขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม" ให้กลายเป็นพิษ ที่พลิกมุมกลับมาทำให้ตัว ผบ.ทบ.ต้องถูกตรวจสอบด้วยกฎระเบียบของกลาโหม และวินัยทางทหารที่ว่าด้วยการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

แม้จะรู้ดีว่า ผบ.ทบ. และพล.ท.บุรินทร์ ไม่ได้ให้น้ำหนักต่อการรุกเข้าไปตรวจสอบของพรรคอนาคตใหม่

แต่อย่างน้อยที่สุด การแสดงออกด้วยการ "ชกข้ามรุ่น" กับเบอร์หนึ่งของกองทัพ ย่อมทำให้เกิดกระแสไม่มากก็น้อย อย่างที่เห็น !!