รายการปีละหน คนกันเอง ที่นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา มักจะออกมาวิพากษ์การเมืองไทย โดยวาระนี้เป็นโอกาสจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 46 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา ได้บรรยายในหัวข้อเรื่อง “ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศ” โดยระบุว่า ยุคปัจจุบัน (2557-2562) เรียกว่าเป็นยุคติดกับดัก ไม่สามารถพบเป้าหมายที่เป็นทางออกได้

ตอนหนึ่งของการบรรยาย มีเนื้อหาระบุว่า “การที่กองทัพโยงประเด็นความมั่นคงเข้ากับสงครามไฮบริด สะท้อนว่า ทหารเชี่อว่าสังคมไทยซึ่งในยุครัฐประหารของ คสช. ยังอยู่ใน “ภาวะสงครามกลางเมือง” แต่พอ 5 ปีผ่านไป สังคมก็ได้พัฒนาความขัดแย้งมาเป็นสงครามไฮบริด ซึ่งร้ายแรงกว่าเดิมเพราะเป็นสงครามยุคหลังสมัยใหม่ที่ไม่จำกัดรูปแบบการต่อสู้ แต่ที่จริงแล้วคติสงครามที่ไร้รูปแบบมีมาตลอด เช่น เรื่องวัสการพราหมณ์ในสมัยพุทธกาล ยุคอาณาจักรลานนา เชียงใหม่ก็ส่งไส้ศึกไปบ่อนทำลายลำพูน ทหารลำปางเคยก่อวินาศกรรมในเชียงใหม่ พม่าส่งสายลับมาทำแผนที่กรุงธนบุรี

ปัจจุบัน ทุกชาติพยายามโฆษณาชวนเชื่อแนวทางของตัวเอง เอาข้อมูลความลับทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหารของกันและกันอย่างเป็นปกติ การนำเอาภาวะไม่ปกติแบบภาวะสงครามมาขยายภาพเกินจริงในภาวะปกติ (normal) ของประเทศหรือโลก มักจะทำให้ความรุนแรงขยายตัวและเกิดสงครามจริง ๆ ขึ้นในที่สุด

ประเทศไทยเคยเกิดความขัดแย้งแบบ “พวกเรา-ศัตรู” เพียงหนเดียว คือ การสร้างความคิดฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป และถือนักศึกษาเป็นภัยคอมมิวนิสต์ที่ต้องฆ่าทำลายล้างในช่วง 6 ตุลาคม 2519 แต่การเกิด “ระบบความเมือง” ในขณะนี้ มีการเคลื่อนไหวกว้างขวางจากหลายฝ่ายในสังคม ทั้งฝ่ายมวลชน การใช้สื่อออนไลน์ เฟกนิวส์ สื่อทางการ นักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย หน่วยราชการ กองทัพ กระบวนการศาล ฯ ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เป็นวิกฤติใหม่ที่ควรกังวลและต้องช่วยกันให้ทุกฝ่ายคลี่คลาย ผ่อนความขึงตึงจนเกินไปลง”

อย่างไรก็ตาม เป็นจังหวะที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองความมั่นคง” ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา มีตอนหนึ่งที่กล่าวถึง สงครามไฮบริด หรือสงครามลูกผสมไว้ว่า

“ที่ผมกำลังพูดเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น และเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ มันเป็นทฤษฎี ที่เรียกว่า ไฮบริด วอร์แฟร์ มันไม่ใช่เรื่องถูกอุปโลกน์ขึ้นมา ศึกษาทำเป็นทฤษฎี จากประสบการณ์ที่ประเทศต่างๆล่มสลาย ว่ามันเกิดเหตุอะไรบ้าง ไฮบริด วอร์แฟร์ คือ สงครามลูกผสม คือสงครามที่ใช้การผสมผสานกันของเครื่องมือทั้งสงครามตามแบบและสงครามไม่ตามแบบ สงครามตามแบบคือ คือการใช้กำลังทหารป้องกันปราบปราม การรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทั้งในประเทศและร่วมกับมิตรประเทศ หน่วยที่ 2 เป็นหน่วยพิเศษ ใช้ในการต่อต้านการก่อการร้าย และปฎิบัติการรบในสงครามนอกแบบ

ไฮบริดวอร์แฟร์ มีความสำคัญอย่างไร เริ่มตั้งแต่กองกำลังที่ไม่ใช่ทหาร เช่น กลุ่มก่อการร้าย การก่ออาชญากรรม มวลชนที่ต่อต้านอำนาจรัฐ กลุ่มยาเสพติด ไอ้ชุดดำ เช่น กลุ่มที่เข้ามาวางระเบิดใน กทม.8จุด และไม่รู้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร ผมไม่ได้พูดเพื่อท้าทาย แต่ผมเชื่อว่าหลังผมพูดไปแน่นอนทางโซเชียลมีฟีดแบ็คถึงผมแน่ แต่อย่าทำร้ายประเทศ พวกที่ไม่พอใจ ผมอยากจะให้ทุกคนได้รู้ทัน ว่า ไฮบริด วอร์แฟร์ มันเกิดขึ้นแล้ว ในประเทศไทย”

ทั้งทฤษฎีของ นายธีรยุทธ และประสบการณ์จริงของพล.อ.อภิรัชต์ เป็นสิ่งที่น่ารับฟัง แต่สังคมไทยจะหาจุดสมดุลของเรื่องเดียวกันนี้ในสองมุมได้อย่างไร เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆโดยไม่นำไปสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ ตรงนี้เป็นโจทย์ที่ยาก แต่หากสามารถเชื่อมโยงและนำไปสู่ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีปฏิบัติที่สามารถยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนอย่างยิ่ง