ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบรรยายของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่ามหาศาล

แม้จะออกตัวว่าจุดยืนกองทัพไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เนื่องจากทหารต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 52 คือต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ในการบรรยายครั้งนี้นอกจากพล.อ.อภิรัชต์จะย้ำถึงการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “ไฮบริดจ์วอร์” หรือ “สงครามลูกผสม” อีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาแล้วนั้น ซึ่งในครั้งนั้นเป็นการพูดถึงการโฆษณาชวนเชื่อ การปลอยข่าวลวงทางอินเตอร์เน็ต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็มีการวางระเบิดตามสถานที่ต่างๆในกรุงเทพฯ

แต่ครั้งนี้ ขยายความถึงการทำสงครามข้อมูลข่าวสารว่า มีการโฆษณาชวนเชื่อจากกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ไม่ได้กลับตัวกลับใจยังมีแนวความคิดล้มล้างสถาบัน เป็น “มาสเตอร์มายด์” ร่วมกับนักวิชาการที่เป็นนักเรียนนอก เป็นพวก “ซ้ายจัด” ถ่ายทอดแนวคิดให้กับเด็ก

พร้อมกับให้ตัวเลือกว่า เรื่องความมั่นคงจะให้ใครแก้ระหว่าง 1. นักวิชาการที่คบคิดกับคอมมิวนิสต์ร่วมกับนักเรียนนอกซ้ายจัดดัดจริตชอบอ้างเลข 2475 ชี้นำอ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตย2. หรือเลือกกลุ่มนักการเมืองที่มุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว เพื่อพวกผองและยังมีนักการเมืองบางคนใน 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เคยเกาะแข้งเกาะขานายทหารใหญ่ที่เป็นพ่อของตน( พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ) ตั้งพรรคการเมืองมาจนบัดนี้เป็นใหญ่เป็นโตนำเรื่องศาสนาและแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเครื่องมือ เพื่อหาเสียงหรือเชื่อกลุ่มนักการเมืองที่เป็นผึ้งแตกรัง ลูกพี่ใหญ่หนีคดีไปต่างประเทศ

3. หรือจะเชื่อนักธุรกิจที่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทองชีวิตไม่เคยลำบาก เป็นเหมือนพวก “ฮ่องเต้ซินโดรม” เคยชุมนุมร่วมกับคนเผาบ้านเผาเมือง สมคบคิดกับชาวต่างชาติชักศึกเข้าบ้าน เจาะพฤติกรรมล้างสมองคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นฐานให้กับตนเข้าสู่การเมือง ล้มล้างชาติ สถาบัน

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ การพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่หากมีการแก้ไขมาตรา 1 จะกระทบมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

“ผมย้ำว่าไม่ได้มาขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญผมไม่ยุ่งกับการเมือง แต่นี้คือเรื่องของฝ่ายความมั่นคง”

อย่างไรก็ตาม หากย้อนทวนเข็มนาฬิกากลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2561 พล.อ.อภิรัชต์ เคยกล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการแถลงถึงสถานการณ์การเมืองไทยว่า“เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ทำอะไรก็ลำบาก คนไทยออกมาตีกัน ยิงกัน ฆ่ากัน วันนั้นทหารถูกรัฐบาลสั่งการให้ออกมาควบคุมความสงบเรียบร้อย เราทำด้วยหัวใจ ไม่ได้คิดแบบนักการเมืองว่าเราจะเข้ามาบริหารประเทศ สิ่งที่สื่อถามว่าจะมี ปฏิวัติ หรือไม่ ผมหวังอย่างยิ่งว่า การเมืองอย่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก ผมมั่นใจว่าถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจลก็ไม่มีอะไร”

จากเดือนตุลา 2561 ถึงเดือนตุลาคม 2562 สัญญาณที่พล.อ.อภิรัชต์ส่งออกมานั้นมีความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ เชื่อว่าคนการเมืองย่อมสดับตรับฟังแล้วเข้าใจแจ่มแจ้งถึงนัยแฝงของผบ.ทบ. แล้ว ฉะนั้นปฏิกิริยาต่างๆนับจากนี้จึงน่าสนใจยิ่ง