นายสนธนยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กล่าวในการประชุมกับภาคีภาคส่วนต่างๆ ว่า เมืองพัทยาในฐานะเขตบริหารพิเศษ มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องแล้ว 40 ปี และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งดำเนินการมาแล้ว 60 ปี ทำให้ชลบุรีและเมืองพัทยาก้าวหน้ามาอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีจีดีพีเกือบ 1,000,000 ล้านบาท เป็นอันดับที่สองของประเทศ มีรายได้จากการท่องเที่ยว 200,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ จากรายงานดัชนีความก้าวหน้าของคน ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่รายงานว่า จังหวัดชลบุรี เมืองพัทยามีระดับการพัฒนาโดยรวมเป็นอันดับหกของประเทศ เป็นอันดับสองด้านชีวิตแรงงาน เป็นอันดับสามด้านการศึกษา เป็นต้น แต่ในเวลานี้กลับเผชิญกับปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และการบริหารเมือง ทั้ง น้ำท่วม น้ำเสีย ขยะ อีกทั้งยังมีโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่กำลังจะเข้ามา ดังนั้นถ้าไม่เร่งปรับตัวแก้ปัญหา และตามอีอีซี ให้ทัน ก็อาจจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งทั้งพัทยาและความก้าวหน้าของประเทศ

ขณะที่ รายงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ระบุว่า มีการขอส่งเสริมการลงทุนในเขตสามจังหวัดของ อีอีซี (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) แล้วประมาณ 800,000 ล้านบาท ระหว่างเดือนมกราคม 2561 - เดือนมิถุนายน 2562 ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนในชลบุรีประมาณ 640,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นทางเมืองพัทยาจึงต้องหาแนวทางที่ดีกว่าในปัจจุบันที่จะขับเคลื่อนอนาคตได้ดีกว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานะและฐานะทางกฎหมายทำให้ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนัก ขณะที่ส่วนงานของ อีอีซี ก็กระจายไปตามหน่วยราชการที่หลากหลาย

ซึ่งที่ผ่านมาเมืองพัทยาจัดประชาคมประชาชนในเรื่องต่างๆ แต่จากการเปลี่ยน แปลงต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเตรียมที่จะสร้างเป็นองค์กรถาวรในลักษณะเครือข่าย ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นมูลนิธิพัฒนาพัทยาได้ต่อไป โดยเป้าหมายคือการลดข้อจำกัดทางราชการ ขณะที่เครือข่ายพัฒนาพัทยาจะประกอบด้วยภาคส่วนสำคัญคือ ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคการศึกษา ภาคสาธารณสุข ภาคราชการ และองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งจะเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำกับเมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี อันจะเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน เมืองพัทยา ได้ร่วมมือกับ กรมโยธาธิการวางแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างครบวงจรเป็นที่เรียบร้อย และเริ่มดำเนินการในระยะต้นแล้วโดยเมืองพัทยาเอง – วางระบบบำบัดน้ำเสียใหม่จากปัจจุบันบำบัดได้ 67,000 ลูกบาศก์เมตรเป็น 130,000 ลูกบาศก์เมตร ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลพัฒนาต้นแบบ เครือข่าย 5G บริเวณชายหาดพัทยา วางระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารเมืองพัทยา และร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการตามแผนงานพัฒนาพัทยาไปสู่ศูนย์กลางการประชุมและแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และพัฒนาบุคลากร

ทั้งนี้ นายสนธยา กล่าวว่า การพัฒนาของ อีอีซี ที่จะเกิดประชากรเพิ่มขึ้น 3,000,000 คน นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสามเท่าจากเดิมที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 14 ล้านคน มีการลงทุนเบื้องต้น 1.7 ล้านล้านบาท จะทำให้กายภาพของเมืองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นโอกาสที่พัทยาจะเปิดตัวน Neo Pattaya หรือ พัทยาโฉมใหม่ ก้าวไกล ไม่ทิ้งกัน เนื่องจากการเข้ามาของ อีอีซี และการลงทุนต่างๆ จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพัทยา ที่ในเวลานี้พึ่งพาการท่องเที่ยวเกือบ 80% ไปสู่เมืองชายทะเลที่มั่นคงกว่าเดิม ยืนอยู่บนธุรกิจหลายสาขา เช่น เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ก็จะเป็นการปูทางไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งสตาร์ทอัพ การเงิน และอื่นๆ