หลังจากที่รัฐบาลประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเทงบประมาณกว่าหมื่นล้านกับ โครงการ “ชิมช้อปใช้” แจกเงินคนละ1,000 บาท จำนวน 10 ล้านคน โดยเปิดให้ลงทะเบียนวันละ 1 ล้านคน ไปใช้สอยแบบฟรีๆ ในพื้นที่ทั่วประเทศตามที่ได้ลงทะเบียน ซึ่งต้องยอมรับว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน ในการลงทะเบียนซึ่งเต็มจำนวน 1 ล้านคนในแต่ละวันไม่กี่ชั่วโมง

ซึ่งล่าสุดจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ลงทะเบียน “ชิมช้อปใช้” ได้ครบจำนวน 10 ล้านคน และมีผู้ใช้เงิน1,000 บาท ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศก่อนที่จะครบจำนวนแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท เป็นการใช้จ่าย g-Wallet ช่อง 1 ประมาณ 4,254 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายที่ร้าน “ช้อป” ซึ่งเป็นร้านในกลุ่ม OTOP ร้านวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งร้านธงฟ้าประชารัฐ 2,416 ล้านบาท ส่วนร้าน “ชิม” หรือร้านอาหารและเครื่องดื่มมียอดใช้จ่าย 583 ล้านบาท ร้าน “ใช้” เช่น โรงแรม โฮมสเตย์ เป็นต้น มียอดใช้จ่าย 55 ล้านบาท และร้านค้าทั่วไป มียอดใช้จ่าย 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า มีการใช้จ่ายในร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขาประมาณ 817 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนลดลงต่อเนื่องจากร้อยละ 22 ในช่วงเริ่มต้น เป็นร้อยละ 19 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด

และจากความสำเร็จในการตอบรับของประชาชนจากมาตรการ “ชิมช้อปใช้” รัฐบาลได้เตรียมเดินเปิดเฟส 2 ทันที โดย “ลวรณ แสงสนิท” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยว่า อุตตม สาวนายน รมว.คลัง ได้เป็นประธานการประชุมหารือมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว “ชิมช้อปใช้” ระยะที่ 2 หรือเฟส 2 โดย สศค.ได้เสนอแนวทางต่อที่ประชุมหลากหลาย เพื่อให้กลับไปพิจารณาข้อดีและข้อเสีย ก่อนจะนัดหารือเพื่อสรุปอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 22 ต.ค.2562

สำหรับโจทย์ของมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟสสองนี้คือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนยอมนำเงินในกระเป๋าออกมาใช้จ่าย และการใช้จ่ายนั้นจะต้องกระจายไปในพื้นที่ ที่ควรมีการช่วยเหลือหรือกระตุ้น อาทิ พื้นที่ในจังหวัดที่เล็กกว่าเมืองรอง เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน สตูล เป็นต้น โดย สศค.จะเสนอแรงจูงใจที่จะสนับสนุนโจทย์ดังกล่าว เช่น การเพิ่มวงเงินในส่วนที่มีการคืนเงิน (Cash Back) ให้มากขึ้น จากเฟสแรกให้เงินคืน 15% ของยอดใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 4,500 บาท วงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท หรือนำค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่งไปใช้ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นต้น

“สศค.เสนอแนวทางที่จะเป็นแรงจูงใจให้คนมาใช้จ่ายตามเป้าหมาย ทั้งเรื่องการเพิ่มวงเงิน Cash Back หรือการนำรายจ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ ส่วนเป้าหมายจะเน้นไปที่กลุ่มมีกำลังซื้อและจะจำกัดจังหวัดที่จะใช้จ่ายด้วย หลังพบว่ามาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟสแรก การใช้จ่ายกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดใหญ่ๆ”

“อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง กล่าวว่า มาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 อาจให้สิทธิไม่ถึง 10 ล้านคนเหมือนเฟสแรก อาจจะให้สิทธิเพียง 5 ล้านคน และอาจมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดและเงื่อนไข ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มวงเงินการคืนเงิน เพราะต้องการให้มีการจับจ่ายใช้สอยในเมืองรองมากขึ้น รวมทั้งจะปรับเวลาลงทะเบียนมาเป็นช่วงกลางวัน ส่วนงบประมาณกำลังดูในรายละเอียด สำหรับการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิเข้าร่วมในมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 คาดว่าจะเริ่มในช่วงเดือน พ.ย. - ธ.ค. 2562 เพื่อต้องการให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีเช่นเดิม

ขณะที่ด้านนักวิชาการ ออกมาเตือนมาตรการ“ชิมช้อปใช้” ที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีเท่าที่ควร โดย “อนุสรณ์ ธรรมใจ” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินว่า มาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 1 และ 2 และมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลขณะนี้ไม่เพียงพอต่อการรับมือการชะลอตัวและถดถอยของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้งบประมาณปี 2563 ก็ยังไม่ผ่านสภา ควรต้องเพิ่มการขาดดุลงบประมาณเพื่อการลงทุนและสร้างงาน ปรับโครงสร้างภาคการผลิต ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและตอบโจทย์อนาคตสังคมไทย ควรทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มเติมจากยอดขาดดุลอีกอย่างน้อย 30-50%

เช่นเดียวกับ “ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์” อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนวงเงิน 3.16 แสนล้านบาท เช่น การแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การกระตุ้นใช้จ่ายท่องเที่ยว วงเงินคนละ 1,000 บาท ช่วยส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นและมีผลดีต่อ GDP ทั้งปีน้อยมาก ซึ่งวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีที่สุด มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรปรับลดนโยบายดอกเบี้ยลงอีก ส่วนมาตรการ “ชิมช้อปใช้ 2” ที่กระทรวงการคลังพิจารณา และอาจจะมีการเปิดตัวในเร็วๆนี้ มองว่าเร็วเกินไป เนื่องจากควรมีการสรุปผลของเฟสแรกก่อน หรือ ต้องรออีก 1-3 เดือนจึงจะสรุปความสำเร็จของโครงการได้

และ “ดร.นณริฏ พิศลยบุตร” นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) กล่าวว่า มาตรการ “ชิมช้อปใช้” พบปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การยืนยันตัวตนที่ซับซ้อน ไม่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมถึง การหาร้านค้าที่มีระบุไว้ในแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง”ไม่ตรงกับพื้นที่จริง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ ท้ายที่สุด ประชาชนที่รับสิทธิ์จะนำเงินไปใช้ในร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีแหล่งที่ตั้งชัดเจน และเปิดให้บริการเป็นเวลา เพราะสะดวกมากกว่า ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ที่รัฐต้องการให้เม็ดเงินลงสู่ชุมชนส่วนวงเงิน 1,000 บาท ที่รัฐบาลมอบให้กับประชาชน 10 ล้านคน ใช้ในมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เชื่อว่า ประชาชนจะใช้สิทธิ์ทั้งหมด ขณะที่วงเงินในส่วน G-Wallet ที่สามารถเติมเงินและใช้จ่ายเพื่อรับเงินคืน 15% ของยอดใช้จ่าย คาดว่าประชาชนจะไม่ได้ใช้สิทธิ์นำไปเที่ยวอย่างมีนัยยะ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ไม่นับวงเงินส่วนนี้ว่าจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะประชาชนจะนำสิทธิ์นี้ไปใช้จ่ายสินค้าจำเป็นเพื่อบริโภคมากกว่า จึงมองว่ามาตรการนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียง 0.01 % เท่านั้น ไม่สามารถดันเศรษฐกิจโตได้ 3% อย่างที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ พร้อมมองว่า หากรัฐบาล มีแนวคิดที่จะออกมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 ก็ควรจะมีการปรับวิธีการเพื่อรองรับผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโดยตรงให้ได้รับอานิสงค์จากโครงการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงให้สิทธิ์ ผู้ประกอบการขนาดใหญ่

ต้องลุ้นต่อไปกับมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 ว่าจะออกมาในรูปแบบใด!?!

หลังจากมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 1 ปิดกล่องเรียบร้อย !

รัฐบาลจะอุดช่องโหว่ ปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นได้หรือไม่!?!

ไม่งั้นอาจจะโดยเรียกว่าเป็นเพียงนโยบาย “เสือกระดาษ” ในการกระตุ้นเศรษกิจ