บรรยากาศภายในพรรคเพื่อไทย ยังคงไม่สู้ดีนัก เพราะแม้จะยังไม่ถึงขั้น “แตกหัก” แต่ใช่ว่าจะไม่ “คุกรุ่น” ยิ่งเมื่อมีความเคลื่อนไหวในลักษณะที่สะท้อนได้ว่า “กลุ่มกทม.”ถึงขั้น “ปิดห้องคุย” กับ “หัวหน้าพรรค” คือ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ประหนึ่งว่า ไม่ไว้ไมตรี ยิ่งตอกย้ำว่า “ศึกภายใน” ของเพื่อไทยนั้นไม่ธรรมดา !

ปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยมาคุกรุ่น และส่อแวว “ร้าวหนัก” เมื่อมีเชื้อไฟ อยู่ที่การตัดสินใจว่าด้วยการเรื่องการที่พรรคจะมีมติส่งหรือไม่ส่ง “ผู้สมัคร” ลงชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” เมื่อ “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้ว่าฯกทม. คนปัจจุบัน ต้องลุกจากตำแหน่ง

ยิ่งเมื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย ตัดสินใจประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. ในนาม “อิสระ” โดยไม่ขอสังกัดพรรคเพื่อไทย

ต่อมาชัชชาติ ได้เสียงหนุนจาก “ภูมิธรรม เวชยชัย” แกนนำพรรค ที่ออกตัวหนุน “อดีตรัฐมนตรีผู้แข็งแกร่งในปฐพี” อย่างชัดเจน

ขณะที่ “กลุ่มกทม.” เองออกแถลงการณ์ โดยอ้างในนามภาคกทม. ว่าเข้าใจและให้เกียรติในการตัดสินใจของชัชชาติ ที่จะลงในนามอิสระ และจากนี้ไปขอให้พรรคเพื่อไทย พิจารณาคัดสรรบุคคลที่จะมาลงสมัครในนามของพรรคแทนชัชชาติต่อไป พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆกับชัชชาติ

จากนั้นยังไม่ทันข้ามวัน ไล่หลังเพียงไม่กี่ชั่วโมง สมพงษ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้ออกแถลงการณ์ “สวนมติ” ของภาคกทม.ที่จะส่งผู้สมัคร ลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. ชนิดไม่ไว้หน้าทันควัน

“ การที่มี ส.ส.กทม.บางคนได้ให้ข่าวเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย เรื่องการจะส่งผู้ว่าฯกทม. ตามที่เป็นข่าว ขอเรียนชี้แจงว่าพรรคยังไม่เคยมีมติในเรื่องการจะส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.

และข่าวที่ออกมาไม่มีมูลความจริง มีแต่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้น จึงขอเรียนชี้แจงมาในชั้นต้น จนกว่าจะมีการประชุมหารือของพรรคเสียก่อน จึงแถลงมาให้ทราบโดยทั่วกัน” (8 ต.ค.2562)

สร้างความงุนงงให้กับ “คนนอก” ที่อาจจับต้นชนปลายกันไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นในพรรคเพื่อไทย เมื่อภาคกทม. มีมติออกมาทางหนึ่ง แต่หัวหน้าพรรค กลับมีแถลงการณ์ในลักษณะ “หักล้าง” อย่างสิ้นเชิง !

อย่างไรก็ดีในข้อเท็จจริงแล้วปัญหา “ร้าวลึก” ภายในพรรคเพื่อไทยนั้นคุกรุ่นและสะสมมานานวัน นับตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำ

เพราะในพรรคเพื่อไทย ทุกวันนี้ไม่ได้มีเพียง “ 2ขั้วใหญ่” คือ “กลุ่มสมพงษ์” ที่ขึ้นตรงกับ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” น้องสาว “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ กับ “กลุ่มกทม.” ที่ขึ้นตรงกับ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรค เท่านั้น หากแต่ยังมีกลุ่มของภูมิธรรม ไปจนถึงกลุ่มส.ส.ที่อยู่กันเป็น “มุ้ง” ในแต่ละภาค

ยิ่งเมื่อ “ท่อน้ำเลี้ยง” ตีบตันต่างคนต่างอยู่ ไม่ยึดโยงกัน หรือแม้แต่การฟังอดีตนายกฯทักษิณ จาก “ทางไกล” ก็กลับไม่ขลังเหมือนเมื่อวันวาน

ปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยนั้นสะสม มาตั้งแต่แรกเริ่ม และยิ่งมาปะทุหนัก เมื่อส.ส. เขตคือ “เป้าหมาย” ที่จะถูกดึงออกไปสังกัดพรรครัฐบาล หรือแม้แต่การ “ซื้อใจ” ให้แปลงร่างเป็น “งูเห่า” เพราะปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้กำลังชี้เห็นว่า ลึกๆแล้วพรรคเพื่อไทย ดำรงอยู่กันเช่นใด เมื่อแกนนำของ3ขั้วอำนาจในพรรค ต่างไม่ขึ้นตรงต่อกัน อีกทั้งยังมีความขัดแย้งกันร้าวลึก ขณะที่ส.ส.เขต คือ “เป้าหมาย” ที่ฝั่งตรงข้ามต้องการตัว ดึงไปยกมือสนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2563 เพื่อแก้ปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ”

ศึกในยิ่งให้ระส่ำ ศึกนอก ยังมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำกอดคอไปกับ “พรรคอนาคตใหม่” จนเวลานี้เกิดเป็นที่มาว่า ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้คือเงื่อนไขที่ทำให้ชัชชาติ ต้องถอดเสื้อเพื่อไทยแล้วลงในนามอิสระ

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน