เอ่ยถึง “ม็อบ” ที่ประชาชนกำลังลุกฮือประท้วงรัฐบาลในประเทศต่างๆ หลายพื้นที่ของโลกเรา ณ ชั่วโมงนี้ นอกจากม็อบฮ่องกงที่กำลังประท้วงอย่างดุเดือดแล้ว ที่อิรัก ม็อบชุมนุมประท้วงก็ละเลงเลือดกันแบบแทบจะนองท่วมประเทศกันเลยทีเดียว

จากการที่การชุมนุมประท้วงผ่านพ้นมาได้เพียง 5 วันเท่านั้น แต่ก็คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วร่วมร้อยศพ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวนมากกว่า 3,000ราย นอกจากนี้ก็ยังมีผู้จับกุมไปเกือบ 600 คน อันเป็นผลสืบเนื่องจากการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ประท้วง กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ที่ระดมกำลังมาเผชิญหน้า ก่อนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน

กล่าวกันว่า ถือเป็นการนองเลือดของชาวอิรักครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่รัฐบาลแบกแดด ประกาศชัยชนะเหนือกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส เมื่อปี 2560 เป็นต้นมา

หรือถ้าเปรียบเทียบกับม็อบฮ่องกงแล้ว ซึ่งชุมนุมประท้วงมาเป็นเวลานานหลายเดือน แต่ความสูญเสียในชีวิตก็ไม่เทียบเท่า ส่วนใหญ่เป็นความเสียหายในทรัพย์สิน ซึ่งถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ตายก็หาเอาใหม่ได้

โดยการชุมนุมประท้วงก็เริ่มปะทุขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังประชาชนตามเมืองต่างๆ รวมตัวประท้วงเดินขบวนไปตามท้องถนนสายต่างๆ แต่ที่นับว่า มีม็อบมาชุมนุมจำนวนมหาศาล ก็เห็นจะเป็นที่กรุงแบกแดด เมืองหลวงของประเทศ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมใช้ “จตุรัสตาห์รีร์” ซึ่งเป็นจตุรัสใจกลางเมืองของกรุงแบกแดดเป็นสถานที่ปักหลักชุมนุม รองลงมาก็เป็นที่เมืองนาซิริยาห์ ห่างจากกรุงแบกแดด ไปทางใต้ราว 320 กิโลเมตร ที่สถานการณ์ชุมนุมประท้วงก็หนักหนาสาหัสเช่นกัน

ตำรวจควบคุมฝูงชนยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ในเหตุประท้วงบนถนนสายหนึ่งในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก (เอเอฟพี)

ที่มาที่ไปอันทำให้เกิดปรากฏการณ์ม็อบครั้งนี้ ก็มีสาเหตุหลายประการด้วยกัน

ไล่ไปตั้งแต่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี “อาเดล อับเดล มาห์ดี” ซึ่งกล่าวกันว่า เสถียรภาพของรัฐบาลก็เปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ก็เป็นปัญหาเซาะบ่อนทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลหนักยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ จากกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงของประชาชน

ปัญหาเรื่องความไม่พอใจต่อการให้บริการประชาชนของหน่วยงานภาครัฐ ที่นอกจากบริการไม่ดีแล้ว ก็ยังไม่เพียงพออีกต่างหาก

แต่ที่นับว่า เป็นตัวจุดชนวนไฟม็อบ เพราะทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงกันครั้งใหญ่ ก็เห็นจะเป็นเรื่อง “เศรษฐกิจ” โดยเฉพาะ “ปัญหาปากท้อง” ของประชาชนที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอาเดล อับเดล มาห์ดี ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์เงินในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนชาวอิรักให้ดีขึ้นได้

ยิ่งซ้ำร้าย มี เรื่อง “การว่างงาน” ที่ปรากฏว่า มีอัตราสูงถึงร้อยละ 8 เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด มาซ้ำเติมในปัญหาเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องปากท้อง เงินในกระเป๋า ของประชาชนโดยตรง ทั้งนี้ มีรายงานในเชิงสถิติตัวเลขด้วยว่า ประชากรชาวอิรัก คิดเป็น 3 ใน 5 ของจำนวน 40 ล้านคน มีรายได้ในอัตราเฉลี่ยต่ำกว่า 6 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน ตามการเปิดเผยของธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ครั้งล่าสุด

ก็ส่งผลให้ไฟม็อบในอิรักถูกจุดติดขึ้นมาอย่างง่ายดาย โดยทันทีที่นัดแนะรวมชุมนุมประท้วงกัน พวกเขาก็มารวมตัวด้วยจำนวนมหาศาลหลายมื่นคนโดยเร็วพลัน

แถมมิหนำซ้ำ การมารวมตัวข้างต้น ก็เต็มไปด้วยอารมณ์อันโกรธแค้นอย่างแรงกล้าของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาประท้วงอีกต่างหาก โดยบรรดาผู้ชุมนุมต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่มีอะไรจะสูญเสียแล้วกับสถานการณ์ของประเทศที่เป็นอยู่ และพร้อมที่จะเดินหน้าชุมนุมประท้วงรัฐบาลแบกแดดอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่มารักษาการณ์ในพื้นที่ชุมนุม สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกัน หรือเกิดความรุนแรงได้ง่ายๆ ถึงขนาดทางการแบกแดดต้องประกาศเคอร์ฟิวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่ามกลางความหวั่นวิตกว่า สมาชิกกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ที่เคยแตกกระสานซ่านเซ็น เมื่อ 2 ปีก่อน อาจถือโอกาสนี้ เข้ามาผสมโรงแทรกซ้อนกับกลุ่มผู้ประท้วง ก็จะส่งผลให้ไฟม็อบในอิรัก ที่กำลังโหมอย่างหนักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาจไหม้ลามดับยากยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส หนึ่งปัจจัยที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่า อาจมาแทรกซ้อนในปัญหาชุมนุมประท้วงในอิรัก (เอเอฟพี)