ทวี สุรฤทธิกุล

พลเอกประยุทธ์ระยะนี้ “ออกอาการ” เป๋ไปเป๋มา

หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม หลายคนคาดหวังว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในรอบใหม่ “น่าจะ” ปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีขึ้น เช่น ลดกริยาท่าทางที่กระโชกโฮกฮาก ปรับปรุงการพูดการจา และเพิ่มความสุภาพอ่อนน้อม ฯลฯ แต่ก็ดูจะ “ฝืนใจ” ทำได้อยู่ระยะสั้นๆ แต่ในระยะหลังนี้ ตั้งแต่ที่เจอเรื่อง “ถวายสัตย์ไม่ครบ” ก็ดูเหมือน “สัญชาติญาณเดิม” จะกลับคืนสู่ร่าง

ยิ่งตอนที่ไปร่วมประชุมผู้นำในเวทีสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา ได้เผลอพูดถึง “ความไม่รู้ของคนไทย” เพราะไม่รู้จักใช้กูเกิ้ล จึงถูกสังคมโดยเฉพาะในสื่อโซเชียลกระหน่ำแชร์อย่างหนัก(ที่ต่อมาท่านแก้ตัวว่าไม่ได้ตั้งใจจะพูดเช่นนั้น) แล้วจากวันนั้นท่านก็ “เสียทรง” เรื่อยมา อย่างที่คุณวาสนา นาน่วม ได้พูดในรายการข่าวคลื่น 100.5 ตอนบ่ายวันหนึ่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “ดูไม่ออกเลยว่าท่านนายกฯอารมณ์ดีหรือไม่ดี”

ผู้เขียนได้ไปที่สหรัฐอเมริกาก่อนหน้าท่านนายกรัฐมนตรีสักเดือนหนึ่ง ที่เมืองวอชิงตัน ดีซี ไม่ไกลจากเมืองนิวยอร์กที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเท่าใดนัก (ดังที่ได้นำมาเขียนในคอลัมน์นี้ติดต่อกันมา 3 สัปดาห์ก่อน) ก็ได้เจอคนไทยคนหนึ่งที่ไปทำมาหากินอยู่ในสหรัฐอเมริกามากว่า 20 ปี เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เขาอยากจะไปพบท่านนายกฯของไทยมากๆ แต่ไม่รู้จะหาทางไปพบได้อย่างไร ทราบแต่ว่าเวลาที่ท่านจะขอพบคนไทย จะมีเจ้าหน้าที่สถานทูตคิดต่อผ่านสมาคมและชมรมคนไทยที่ทำงานอยู่ในเมืองใกล้ๆ แล้วก็เลือกๆ กันไปตามจำนวนที่ต้องการ เขาบอกว่าสักวันเขาคงจะมีโอกาสได้พบกับนายกรัฐมนตรีบ้าง

ท่านทั้งหลายถ้าได้ดูรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดการพบปะของพลเอกประยุทธ์กับคนไทยที่สหรัฐอเมริกา คงจะมีข้อสังเกตว่าท่านจะพูดของท่านอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงคงสังเกตด้วยว่าได้มีการชูป้ายประท้วงของคนไทย 2 – 3 คนที่แอบเข้ามานั่งหลังห้องนั้นด้วย (ส่วนคนที่มาถือป้ายหน้าโรงแรมตามข่าวบอกว่าเป็นคนต่างชาติ แล้วมีการเชื่อมโยงไปว่าอาจจะเป็นคนที่ล็อบบี้ยิสต์ที่พรรคการเมืองบางพรรคจ้างมา ท่านนายกฯก็บอกว่า “ไม่สำคัญอะไร”) ท่านนายกฯก็ “แทงกิ้ว เฮลโหล” ก่อนที่คนพวกนั้นจะถูกเชิญตัวออกไป

เพื่อนของผู้เขียนที่อยู่วอชิงตันดีซีนี้ได้คุยไลน์กับผู้เขียนเมื่อสองสามวันนี้ว่า พวกเขาที่ทำธุรกิจก็ต้องจ้างล็อบบี้ยิสต์เหมือนกัน เหตุผลหนึ่งที่ต้องจ้างก็คือ “เพื่อให้เข้าถึงนักการเมืองและผู้มีอำนาจ” เพราะนักการเมืองอเมริกันไม่เหมือนนักการเมืองไทย นักการเมืองไทยนั้น “เข้าถึงง่าย” คือนักการเมืองไทยต้องไปพบปะประชาชนอยู่เป็นประจำ และนักการเมืองไทยก็มีหัวคะแนนช่วยพาเข้าหานักการเมืองอยู่เป็นปกติแล้ว ส่วนที่สหรัฐอเมริกา นักการเมืองเขาก็ถือตัวเองว่าเป็น “อาชีพ” อย่างหนึ่ง เขาต้องมีระบบในการติดต่อกัน เช่น การนัดหมาย และการเตรียมเรื่องที่จะมาพบนั้นล่วงหน้า สตาฟฟ์หรือทีมงานของ ส.ส.และ ส.ว.ในสหรัฐนั้นจึงต้องทำงานบนระบบดังกล่าว เช่น การสืบค้นประวัติหรือโพรไฟล์ของคนที่จะมาพบ รวมถึงข้อมูลรายละเอียดของเรื่องที่คนที่จะมาพบนั้นต้องการมาชี้แจงหรือขอความช่วยเหลือ

ในส่วนของนักการเมืองคงไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก เพราะนักการเมืองเขาก็จะจ้าง “มืออาชีพ” เข้ามาทำงานให้เขา และกินเงินเดือนแพงๆ อยู่แล้ว แต่คนที่จะมาติดต่อกับนักการเมืองก็ต้องพึ่งล็อบบี้ยิสต์นี่แหละที่จะ “เตรียมข้อมูล” ของคนที่จะเข้าพบไปให้สตาฟฟ์ของนักการเมือง เมื่อผ่านการกลั่นกรองแล้วจึงจะจัดให้มีการพบปะ หรือได้เข้าพบพูดคุบกับนักการเมืองที่เราต้องการได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เข้าพบเจ้าตัวนักการเมืองนั้นโดยตรง แต่จะมีการประสานงานกันระหว่างล็อบบี้ยิสต์กับทีมงานของนักการเมืองนั้นๆ เป็นส่วนใหญ่ เว้นแต่เป็นเรื่องที่สำคัญ หรือตัวเรามีความสำคัญต่อนักการเมืองคนนั้นจริงๆ

ล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐอเมริกา(รวมถึงในยุโรปอีกหลายประเทศ)เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีการตรวจสอบงบดุลบัญชี และอยู่ในกรอบมาตรฐานของจรรยาวิชาชีพอย่างเคร่งครัด ว่ากันว่าการที่ทำให้ล็อบบี้ยิสต์เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายก็เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองนั่นเอง เพราะเมื่อมีการจัดทำให้เป็นระบบและมีกฎหมายรองรับ ก็จะเกิดความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และถูกตรวจสอบได้ในทางสาธารณะ ซึ่งก็คือหลัก “ธรรมาภิบาล” นั่นเอง อย่าง ที่เรียกว่า Corporate Governance – บรรษัทภิบาล ควบคู่กันกับ Government Governance หรือ “รัฐภิบาล” นั้น

เพื่อนคนไทยบอกว่าที่สหรัฐอเมริกาการติดต่อธุรกิจมีความสะดวกสบายและไม่พบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือมีการคอร์รัปชั่น (เขาบอกว่ามีบ้างแต่ไม่น่าเกลียดหรือมีการเรียกร้องที่อุจาด) แต่พอเขาไปติดต่อที่เมืองไทยกลับพบสิ่งตรงกันข้าม คือมีการเรียกร้องเอาผลประโยชน์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว (ระยะสั้นคือค่านายหน้า และระยะยาวคือเงินช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป) ไม่เฉพาะแต่นักการเมือง แต่ยังมี “เจ้าพ่อ – เจ้าแม่” ที่จะต้องเข้าไปคารวะแนะนำตัวไม่งั้นก็ไม่สามารถสั่งซื้อสินค้ากับคนในพื้นที่ได้ (ธุรกิจของเพื่อนคนนี้คือนำเข้าสินค้าต่างๆ จากหลายๆ ประเทศไปขายในสหรัฐอเมริกา ส่วนที่ไทยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตร เช่น พืชผัก ผลไม้และดอกไม้) จึงน่าเสียดายที่คนไทยมาปิดโอกาสคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เห็นมีใครจะรายงานให้รัฐบาลได้ทราบ และคิดว่านายกรัฐมนตรีก็คงไม่รู้ด้วยเช่นกัน

นายกรัฐมนตรีแทนที่จะ “จิ้ม” แต่กูเกิ้ลหาความรู้(ที่จริงบ้างไม่จริงบ้าง) น่าจะต้องหันมา “จิ้ม” ไล่เรียงตรวจสอบการทำงานของข้าราชการทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น ก็อาจจะได้ความรู้ที่แท้จริงมากกว่า

อย่างน้อยก็รู้ว่าคนที่เงินเดือนประชาชนเหล่านี้เอา “ความไม่จริง” อะไรมาบอกท่านบ้าง