การประกาศตัวของ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" อดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย ว่าจะขอลงสนามเลือกตั้งในศึกชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯ กทม." ในนาม"อิสระ" ไม่สังกัดพรรคการเมือง ต้องถือว่าเป็น "คำตอบ" และเป็นความชัดเจนที่หลายต่อหลายคนต่างรอฟัง จากปากชัชชาติ กันมาพักใหญ่ หลังจากที่ก่อนหน้าที่มีกระแสข่าวสะพัด

เมื่อชัชชาติ ประกาศตัวลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในราวปลายปีนี้ พร้อมทั้งเจ้าตัวยังยืนยันว่า ไม่ได้ทรยศพรรคเพื่อไทย แต่มองว่าหากลงในนามอิสระ น่าจะทางเลือกให้กับคนกรุงเทพฯได้มากกว่า

ขณะเดียวกันเกิดคำถามตามมาว่าการตัดสินใจของชัชชาติ เช่นนี้ จะส่งผลกระเทือนไปยังพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ว่าเหตุใด ชัชชาติ จึงไม่สวมเสื้อพรรคเพื่อไทยลงสนาม

ทั้งที่จะว่าไปแล้วสถานการณ์ทางการเมืองของเพื่อไทย ก็ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติเท่ากับ "พรรคประชาธิปัตย์" เนื่องจากการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา พรรคสีฟ้าไม่ได้ ส.ส.กทม.เลยสักที่นั่งเดียว !

แต่ทำไปทำมา กลับกลายเป็นว่าวันนี้พรรคเพื่อไทย กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัส ทั้งศึกนอก - ศึกในรุมเร้า แม้พรรคไม่แตก แต่ก็อยู่ด้วยกันยาก !!

ลำพังศึกนอก ยังไม่สามารถผลักดันภารกิจ เขย่า "รัฐนาวา" ของ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เป็นมรรคเป็นผลเท่าใดนักครั้นจะหันไปหา "พรรคร่วมฝ่ายค้าน"อย่าง "อนาคตใหม่" ที่วันนี้ ก็แทบเอาตัวไม่รอด

จน "เทพไท เสนพงศ์" แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ยังออกมาเย้ยเยาะ"ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าไม่ต้องมาห่วงประชาธิปัตย์เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แต่ขอให้ห่วงพรรคอนาคตใหม่ก่อนว่าจะอยู่รอดไปถึงปีนี้หรือไม่

และเมื่อมองกลับที่ตัวชัชชาติ ซึ่งเจ้าตัวประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ด้วยความมั่นอกมั่นใจไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เขาเองได้ "พูดคุย"กับ "ทักษิณชินวัตร" อดีตนายกฯ ในฐานะเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง จบไปเรียบร้อยแล้วว่า จะไม่ขอใส่เสื้อพรรคเพื่อไทยลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เพราะคิดคำนวณดูแล้ว จะยิ่งมีแต่เสียกับเสีย แม้พรรคเพื่อไทย จะมี ส.ส.กทม.แชร์ส่วนแบ่งมาจากพรรคอนาคตใหม่ และพรรคพลังประชารัฐ ก็ตาม แต่อย่าลืมว่า หากชัชชาติ ลงสนามในนามพรรคเพื่อไทยแล้ว โอกาสที่จะโดนถล่มจากฝ่ายตรงข้าม จะยิ่งมีสูง โดยเฉพาะข้อครหาที่เชื่อมโยงกับอดีตนายกฯทักษิณ

วันนี้ปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งถูกสะท้อนจากการตัดสินใจของชัชชาติ ว่าเขาเองไม่อาจเอาหลังพิงพรรคเพื่อหวังกวาดคะแนนนิยมได้อีกต่อไปจะมีก็แต่ "คะแนนนิยม" ของตัวชัชชาติเองที่ถือว่าเป็น "จุดแข็ง" และเป็นจุดที่เหนือกว่า "คู่แข่ง" คนอื่นๆนอกจากนี้ ความวุ่นวายภายพรรคเพื่อไทยนั้นยังไม่ได้อยู่ที่ปัญหาการเมืองในสนาม กทม.เท่านั้น เพราะลึกๆแล้วในพรรควันนื้กลับมี "ขั้วการเมือง" อยู่ร่วมกันมากกว่า "3 ขั้ว" ขั้วแรก คือกลุ่มของ "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ขั้วที่2 คือกลุ่มของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ส่วนขั้วที่ 3 คือกลุ่มของภูมิธรรมเวชยชัย อดีตเลขาฯพรรค ยังไม่นับรวมกลุ่ม ส.ส.จากภาคต่างๆ ที่ไม่ยอมขึ้นตรงกับคุณหญิงสุดารัตน์ และไม่สนใจอำนาจของเจ๊แดง เยาวภา ซึ่งกลุ่มนี้นี่เองที่ว่ากันว่า มีโอกาสแปรเปลี่ยนไปสู่สถานะ "งูเห่า" ได้มากที่สุด โดยเฉพาะต้องจับตาดูในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563