ในห้วงเวลานี้ พรรคการเมืองทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างทุ่มเททุกสรรพกำลังที่มีอยู่ในมือ เพื่อหวังชิงเก้าอี้ส.ส.ในการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นทั้ง 4 เขต กันอย่างดุเดือด

ทั้งการเลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐมแทน จุมพิตา จันทรขจร ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ ที่สู้อุตส่าห์ล้มช้าง ตระกูล “สะสมทรัพย์” ได้สำเร็จแต่ จุมพิตา ประสบอุบัติเหตุ จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรได้

เขต 2 กำแพงเพชร แทน “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ส.ส.เขต 2 กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งตกเป็นหนึ่งในจำเลย ที่ถูกศาลฎีกา ตัดสินจำคุก 4 ปี เมื่อครั้งที่ยังเป็นนปช.ไปบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรม รอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท เมื่อปี 2552

เขต 5 สมุทรปราการ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติให้ใบเหลือง “กรุงศรีวิไล สุทินเผือก” ส.ส.เขต 5 สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ

และ เขต 7 ขอนแก่น แทน “นวัธ เตาะเจริญสุข” ที่ต้องพ้นจากสถานะส.ส. ภายหลังจากที่ศาลจังหวัดขอนแก่นตัดสินประหารชีวิต นวัธ จากคดีจ้างวานฆ่า สุชาติ โคตรทุม อดีตปลัดอบจ.ขอนแก่น เมื่อปี 2556

เท่ากับว่าพรรคพลังประชารัฐต้องหาทางรักษาเก้าอี้ส.ส.ให้ได้2 ที่นั่ง

พรรคอนาคตใหม่จะต้องรักษาเก้าอี้เดิม ในเขต 5 นครปฐม และพรรคเพื่อไทย จะต้องยึดเก้าอี้ เขต 7 ขอนแก่น ไม่ให้หลุดมือ !

ยิ่งในสถานการณ์ที่ฝ่ายรัฐบาล กำลังเผชิญหน้ากับปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” มิหนำซ้ำเมื่อเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในราวปลายเดือนต.ค. ยังมีวาระสำคัญคือการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ซึ่งฝ่ายรัฐบาลจะต้องผ่านกฎหมายการเงินฉบับแรก ฉบับนี้ไปให้โดยฉลุย ที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

แต่เมื่อเวลานี้ เสียงของฟากรัฐบาล ห่างจาก “7 พรรคฝ่ายค้าน” ไม่กี่ที่นั่ง อีกทั้ง “2 เสียง” จากพรรคจิ๋ว ทั้งพรรคไทยศิริวิไลย์ และพรรคประชาธรรมไทย ยังไม่เพียงแต่จะประกาศตัวขอเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” เท่านั้น แต่ยังมีท่าทีที่จะไม่ยกมือหนุนร่างกฎหมายการเงินของรัฐบาลอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านเองทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ ต่างกำลังประสบกับปัญหา “ส.ส.งูเห่า” เตรียมเผ่นพ่าน โดยถึงกับมีการส่งสัญญาณให้รอจับตาว่า “งูเห่า” จะปรากฎกาย ราว 20 ชีวิตในการประชุมสภาฯเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 63 กันก็ในรอบนี้

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาว่า เหตุใดการเลือกตั้งซ่อมทั้ง 4 เขตเลือกตั้งจึงมีความหมายต่อทั้งฝ่ายและพรรครัฐบาลไม่แตกต่างกัน !

แต่ปัญหากลับมาเกิดในศึกเลือกตั้งซ่อมรอบนี้ โดยเฉพาะเมื่อ “พรรคร่วมรัฐบาล” ทั้ง ประชาธิปัตย์และ พรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ยอมเล่น “บทฮั้ว” ด้วยการเปิดทางให้กับผู้สมัครของพรรคใด พรรคหนึ่ง ลงไปสู้ศึกกับ ผู้สมัคร ของพรรคอนาคตใหม่

เมื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ใช้โอกาสนี้ “แก้มือ” ให้กับ เผดิมไชย สะสมทรัพย์ “บ้านใหญ่” แห่งนครปฐม ที่เคยต้องพ่ายแพ้ให้กับจุมพิตา จากพรรคอนาคตใหม่ มาแล้ว อีกทั้งยังเผดิมไชย ยังตกไปอยู่ในลำดับที่ 4 ในการเลือกตั้งเขตนี้ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ คว้าคะแนนเลือกตั้งได้เป็นอันดับ2

แต่สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลประกาศชัดเจนว่า จะขอสละสิทธิ์ ไม่ลงผู้สมัครของพรรคลงไป ชนกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถือเป็น “พันธมิตร” ต่อกัน แต่แน่นอนว่า สูตรนี้ย่อมไม่ใช่ “ข้อตกลง” ที่พรรคชาติไทยพัฒนาจะ “เอาด้วย” เพราะไม่เช่นนั้น “วราวุธ ศิลปอาชา” ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) คงไม่ประกาศเลยว่า พรรคจะเดินหน้าเต็มตัว โดยจะส่งเผดิมชัย ลงไปแก้มือ พร้อมจะระดมทุกสรรพกำลังของพรรคเพื่อลงมาช่วยเผดิมชัย

งานนี้ คนที่หนักใจมากกว่าใครเพื่อน คงจะไม่พ้น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานยุทธศาสตร์ ของพรรคพลังประชารัฐ เสียแล้ว เพราะดีไม่ดีแล้ว เก้าอี้ส.ส.ที่คาดว่าจะได้ ก็อาจจะต้องชวด เพราะ พรรคร่วมรัฐบาลลงสนามมาตัดแต้มกันเอง !