ห่างหายไปหลายเพลา แต่มา ณ บัดนี้ ได้หวนกลับมาให้คนไทย ตลอดจนทางการไทยได้ตระหนักถึงภัยคุกคามจากก่อการร้ายกันอีกคำรบ

สำหรับ ข่าวคราวการจับกุมนักศึกษาไทยในอียิปต์รายหนึ่ง ร่วมกับนักศึกษาต่างประเทศรายอื่นๆ อีก 140 คน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้วยข้อหาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนกลุ่มก่อการ้ายอิสลามหัวรุนแรง “รัฐอิสลาม” หรือ “ไอเอส” หรือบางคนก็เรียกว่า “ไอซิส”

ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตรวจพบภาพที่ปรากฎในโทรศัพท์มือถือของเขาว่า อาจมีอะไรไปพัวพันกับกลุ่มไอเอสข้างต้น รวมถึงมีรายงานว่า เป็นคลิปของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ซึ่งระบุว่า เขามีแนวคิดสนับสนุนการปฏิวัติอิสลามผ่านระบบสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย

ก็คงต้อรอผลการสอบสวนว่า นักศึกษาชาวไทยรายนี้ เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอสจริงหรือไม่? กันต่อไป

กล่าวถึง สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของขบวนการก่อการร้าย โดยเฉพาะกลุ่มไอเอส ในประเทศอียิปต์ เจ้าของฉายาแดนมัมมีนั้น ต้องบอกว่า เป็นที่จับตาของบรรดานักวิเคราะห์ และผู้สันทัดกรณีด้านต่อต้านการก่อการร้ายจากทั่วโลก ในฐานะที่เป็นแหล่งกบดานฝังตัวของขบวนการก่อการร้ายแห่งหนึ่ง

โดยถ้าจะว่าไปก็อาจย้อนกลับไปได้สมัยที่ขบวนการก่อการร้าย “อัลกออิดะฮ์” ของนายอุสมะฮ์ บิน ลาเดนยังมีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งก่อการร้ายขบวนการก็แกนนำคนสำคัญเป็นชาวอียิปต์ คือ “นายอัยมาน อัล-ซาวาฮิรี” อันเป็นทั้งที่ปรึกษา กุนซือใหญ่ และแพทย์ประจำตัวของนายบิน ลาเดน และเป็นหัวหน้าในนามของอัลกออิดะฮ์ หลังนายบิน ลาเดน ถูกเด็ดชีพ โดยปรากฏว่า นายซาวาฮิรี ได้เคลื่อนไหวอยู่ในแดนมัมมีแห่งนี้ ก่อนถูกทางการไคโรจับกุมตัวและพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งจนถึง ณ เวลานี้ นายซาวาฮิรี ยังคงถูกคุมขังอยู่ในอียิปต์

นอกจาก “อัลกออิดะฮ์” แล้ว ก็ยังมี “ไอเอส” ขบวนการก่อการร้ายสะท้านโลกในยุคต่อจากอัลกออิดะฮ์ หรือในปี 2557 ก็เข้ามาเคลื่อนไหวในดินแดนมัมมีแห่งนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรไซนาย ก่อนผนวกเอากลุ่มก่อการร้ายและกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ ในพื้นที่ ให้มาสวามิภักดิ์ต่อไอเอส เช่น “อันซาร์ เบต อัล มักดิส” กลุ่มติดอาวุธอิสลามหัวรุนแรง คู่ปรปักษ์ของรัฐบาลไคโร ที่คอยเซาะบ่อนทำลายเสถียรภาพความั่นคงของอียิปต์ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอสในอียิปต์ ซึ่งแต่เดิมก็คึกคักกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ยิ่งพลุกพล่านเป็ฯเท่าทวีคูณ ภายหลังจากกลุ่มไอเอสทั้งในอิรักและซีเรีย ถูกปราบปราม จนเมืองรักกา ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลาง หรือเมืองหลวงของขบวนการฯ ในซีเรีย ถูกปลดปล่อยจากการยึดครองของไอเอส เมื่อปี 2560 ก็ปรากฏว่า อียิปต์ ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการกบดานแห่งหนึ่งของโลกของบรรดาสมุนไอเอส ที่แตกกระสานซ่านเซ็นไปตามพื้นที่ต่างๆ

โดยสถานที่เบื้องต้น ที่เปรียบเสมือนสถานแรกรับ ก็คือ คาบสมุทรไซนายของอียิปต์ นั่นเอง

ก่อนกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ของแดนมัมมี

ไม่เว้นแม้กระทั่งใน “เรือนจำ” ในอียิปต์ ที่สมุนไอเอสเหล่านี้ จำนวนไม่น้อยถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของทางการไคโรจับกุม ก่อนควบคุมไปคุมขังตามเรือนจำต่างๆ

ผสมผเสระหว่างสมาชิกกลุ่มไอเอสที่ถุกจับกุม และผู้เห็นต่างกับรัฐบาลอียิปต์ที่ถูกรวบตัว รวมแล้วมีจำนวนนับหมื่นคน ส่งผลให้ทางการไคโรต้องสร้างเรือนจำใหม่ขึ้นมารองรับอีก 18 แห่ง

แต่ทว่า สถานการณ์กลับกลายเป็นว่า กลุ่มไอเอส สามารถเคลื่อนไหว และหาสมาชิกในอียิปต์ได้เพิ่มจนน่าวิตก เมื่อปรากฏว่า สมุนไอเอสในเรือนจำ ขยายเครือข่าย ด้วยการปลูกฝังความคิดหัวรุนแรงให้แก่บรรดาผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งมีรายงานระบุด้วยว่า มีผู้ต้องขังจำนวนไม่น้อยมาเข้าเป็นสมาชิกของไอเอส

เหตุปัจจัยที่ทำให้เหล่าผู้ต้องขังมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของไอเอสในอียิปต์ ก็มีสาเหตุหลายประการด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นความคับข้องใจ และต้องการแก้แค้นต่อรัฐบาลไคโรภายใต้การนำของนายพลอับเดล ฟัตตาห์ อัล ซิซี ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นอกจากนี้ ก็เพื่อปกป้องตัวของผู้ต้องขังเอง ซึ่งปรากฏว่า ในเรือนจำต่างๆ ผู้ต้องขังที่เป็นไอเอส เป็น “ขาใหญ่” ในเรือนจำ ถ้าหากผู้ต้องขังอื่นๆ ต้องการได้รับความคุ้มครอง ก็จะต้องมาเข้ามาสาวกของกลุ่มไอเอส

ด้วยประการฉะนี้ ขบวนการไอเอส จึงเข้าไปแตกหน่อ ขยายเครือข่าย ในเรือนจำของอียิปต์ อย่างกว้างขวาง ซึ่งสมุนวายร้ายเหล่านี้ พร้อมที่จะปะทุเป็นสงครามจลาจลในเรือนจำ และสถานที่อื่นๆ หากพวกเขาหลุดรอดออกมา

โดยความร้ายกาจของพวกที่ได้ชื่อว่า “นักรบจีฮัด” อันเป็นกองกำลังฝ่ายติดอาวุธของขบวนไอเอสในอียิปต์ ล่าสุด ก็ได้แสดงผลงานเขย่าขวัญชาวโลก ด้วยการถล่มด่านจุดตรวจของนครเอลอาริช ซึ่งเป็นเมืองเอกของภาคเหนือของคาบสมุทรไซนาย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารที่ประจำการบริเวณด่านดังกล่าว 19 นาย ถูกปลิดชีพ ก่อนที่ทางไอเอส ประกาศโวว่า เป็นผลงานของทางกลุ่มฯ