วันป้องกันการฆ่าตัวตาย ตรงกับวันที่ 10 กันยายน ของทุกปี ในปีนี้ธีมหลักคือ การรวมพลังป้องกันการฆ่าตัวตาย ข้อมูลจาก นายแพทย์พงศษเกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุว่ากรมสุขภาพจิตได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาด้านสุขภาพจิตของคนไทย โดยเฉพาะการสร้างทักษะพื้นฐานต่างๆ เช่น การสร้างทักษะให้เป็นผู้ฟังที่ดีในสังคม พร้อมเปิดใจรับฟัง ไม่ตัดสิน เพื่อให้ได้ระบายความเศร้าใจ ความทุกข์ใจ ซึ่งจะทำให้คลายเครียด มีกำลังใจ และมีความสบายใจมากขึ้น ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพจิตโดยรวมดีขึ้น เปิดใจรับฟังกันมากขึ้น ส่งผลไปยังเป้าหมายของการลดความสูญเสียจากการฆ่าตัวตายได้เป็นผลสำเร็จ

รวมทั้งได้จัดโครงการพัฒนาสร้างจิตอาสาผู้ฟังที่ดี โครงการ "Let Me Hear You" เพื่อร่วมทำกิจกรรม Street Side Listener ช่วยเหลือคนในสังคมที่มีความเครียดต้องการผู้รับฟังที่ดี ผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือใช้งานผ่าน Application Sabaijai เพื่อที่จะประเมินตนเองหรือคนใกล้ชิดถึงความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง เพิ่มโอกาสช่องทางในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตให้กับสังคม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง พยายามทำให้สังคมเข้าใจว่า อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศไทนสูงขึ้น โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจนั้น ทำให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ ได้ออกมาให้ข้อมูลชี้แจงกรณีดังกล่าว

โดยอ้างอิงข้อมูลของกรมสุขภาพจิต พบว่า สาเหตุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย ในปี 2561-2562 พบเป็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ 53.04%, ปัญหาจากสุรา 29%, โรคทางกาย 25.7, ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 19%, โรคทางจิต 12% และโรคซึมเศร้า 7.8% และพบว่า ผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายจะไม่กลับมาทำร้ายตัวเองซ้ำใน 1 ปี ถึง 94.27%

นั่นหมายความว่า ปัญหาเศรษฐกิจ ยังไม่ใช่ปัจจัยอันดับ 1 ที่นำมาสู่การตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ในทางกลับกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตของประชาชน โดย มีกว่า 19 %

นั่นอาจจะเป็นเพราะห้วงที่ผ่านมา มีข่าวการฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจเกิดขึ้น และพฤติกรรมเลียนแบบวิธีการฆ่าตัวตายที่น่าเป็นห่วง

ในขณะเดียวกัน มีการนำเสนอข่าวของอีกหลายชีวิต ที่ต่อสู้ดิ้นรนจนสามารถอยู่รอดได้ แม้จะผ่านความคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว แต่ไม่ได้เป็นกระแสความสนใจ นักการเมืองก็ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้

ยังมีเรื่องราวดีๆและน่าประทับใจของบุคคลต่างๆที่สู้ชีวิตอีกมากมาย พวกเขาผ่านบทเรียนอะไร และเมื่อถึงจุดวิกฤติในชีวิตพวกเขารับมือกับมันอย่างไร

แต่น่าเสียดายที่แง่มุมเหล่านี้ไม่ได้รับความสนใจ เพราะ “ข่าวร้ายมักขายดีเสมอ”

จะทำอย่างไร ที่จะจูงใจให้ทุกภาคส่วน ผู้มีอิทธิพลทางความคิดในสังคม เช่น นักการเมือง หันมานำสนใจเรื่องราวดีๆเหล่านี้ ช่วยกันส่งต่อไปให้ทั่วถึง เพื่อใส่ข้อมูลในเชิงบวกให้กับประชาชน ส่งไปถึงผู้ที่กำลังพ่ายแพ้และท้อถอยกับการต่อสู้อุปสรรคต่างๆ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันคิด