“ถ้าล้มผมได้ คือล้มรัฐบาลได้” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งกำลังมีสภาพไม่ต่างจาก “หมู่บ้านกระสุนตก” อยู่ในขณะนี้ ประกาศ!

ถอดรหัสนัยจากประโยคดังกล่าว สะท้อนความสำคัญของ ร.อ.ธรรมนัสต่อรัฐบาล หากถามว่าสิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัสพูดนั้นเกินเลยจากความเป็นจริงไปหรือไม่? ก็ต้องตอบว่าไม่!

ด้วยเขาเองแม้จะเคยถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติขึ้นบัญชีดำ และเคยอยู่ใต้ร่มเงาของทักษิณ ชินวัตร ในพรรคเพื่อไทย แต่หลังจากย้ายข้างมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ก็รับบทเป็น “เพลย์เมกเกอร์” ที่ครบเครื่อง โชว์ผลงานเป็นที่ประจักษ์จากการเดินเกมดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล ประสานงานพรรคการเมืองขนาดเล็ก และเคลียร์ปัญหารอยร้าวในพรรคพลังประชารัฐ

จน ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ยกตำแหน่ง“รัฐมนตรีกระทรวงเคลียร์แห่งชาติ” ให้

แต่ก็ด้วย “บารมี” และ “อิทธิพล” ของเขานี่เอง ที่ทำให้เขา “โดดเด่น” ขณะเดียวกันก็ “ดึงดูด” คมหอกคมดาบพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยในตอนนี้

เมื่อพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่เคยจับคู่พะบู๊กับ “บี๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงขั้นตัดพี่ตัดน้อง ย้อนกลับมายิงถล่มใส่ ร.อ. ธรรมนัส โดยเปิดหน้า ยอมรับว่าเป็นมือชงให้สื่อออสเตรเลียเปิดโปงเรื่องคดีความด้วยตนเอง

รับลูกโดยเพจดังฝั่งแดง ที่ออกมาปูดเรื่องวุฒิการศึกษา แถมตามไปพิสูจน์ถึงมหาวิทยาลัยว่ามีอยู่จริงหรือไม่อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ร.อ.ธรรมนัส ยิ่งชี้แจง ก็ยิ่งเหมือนว่าประเด็นต่างๆจะย้อนมาพันคอไปหมด

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นหาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โค่น “ร.อ.ธรรมนัส” ลงได้ก็จะกระทบชิ่งไปที่ “บิ๊กตู่” อยู่ดี โทษฐานเป็นคนแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัสเข้ามาเป็นรัฐมนตรี

ในขณะที่ท่าทีและสุ้มเสียงของ “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่สนใจต่อแรงเสียดทานที่เกิดขึ้น

มีเพียง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่ยอมรับว่าการเป็นรัฐมนตรีต้องตรวจสอบวุฒิการศึกษา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ที่กฎหมายกำหนดต้องจบปริญญาตรี ส่วนที่เกินปริญญาตรีนั้น ครม.ไม่ได้ตรวจสอบ

“หากเกิดกรณีว่าไม่จบการศึกษาแต่ไปแสดงหลักฐานที่เป็นเท็จว่าจบนั้น ก็เข้าข่ายกรณีจริยธรรม ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยยืนยันไม่ได้บอกปัดหรือว่าเมินสำหรับเรื่องนี้แต่อย่างใด หากท้ายที่สุดพบว่ามีปัญหาเรื่องจริยธรรมก็เอาออกได้โดยไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไร”

ทั้งนี้การเคลื่อนไหวเรียกร้องกดดันขยายตัวออกไป ไม่เพียงเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แต่ในภาคเครือข่ายสังคม ดร.มานะ นิมิตรมงคลเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ก็เรียกร้องให้ นายกฯยึดหลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศด้วย

กระนั้น แม้จะมีศึกอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติมาคั่นจังหวะ ที่พายุกำลังโหมกระหน่ำ อีกทั้งในการอภิปรายตอนหนึ่งที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เสนอทางออกกรณีถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยแนะให้นายกฯให้ปรับครม.ทั้งคณะเพื่อนำครม.ไปถวายสัตย์ใหม่

เมื่อผู้สื่อข่าวนำประเด็นดังกล่าว ไปสอบถามนายกฯ ก็ได้รับการส่ายหน้า แทนคำตอบ...

แต่นั่นก็หมายรวมว่า นายกฯยังไม่ปรับครม. และแน่นอนว่าชื่อของ ร.อ.ธรรมนัสยังอยู่ในเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหรกรณ์ต่อไป

ทว่าหลังเสร็จศึกอภิปรายฯ ร.อ.ธรรมนัสก็โดน “ระเบิดอีกลูก”!!

เมื่อ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ขอให้ตรวจสอบว่า ร.อ.ธรรมนัสมีลักษณะต้องห้าม เข้าข่ายขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ตามมาตรา 98 (3) ประกอบกับมาตรา 101 (6)หรือไม่

โดยอ้างข้อมูลที่ได้ตรวจสอบเอกสารการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช ของ ร.อ.ธรรมนัส พบว่า หนังสือการลาออกจากกรรมการผู้ถือหุ้นของบริษัท 3 แห่ง มีวัตถุประสงค์ที่ระบุเหมือนกันว่า ใน (11) ประกอบกิจการบริการจัดเก็บรวบรวมจัดทำจัดพิมพ์ และเผยแพร่สถิติข้อมูลในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การเงิน การตลาด รวมทั้งวิเคราะห์และประเมินผลในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) บัญญัติห้ามไม่ให้ ส.ส. เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งในประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณากำหนดรับคำร้องไว้ เป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว

“จะขอหนังสือรับรองและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัททั้ง 3 แห่ง จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มาตรวจสอบ เพื่อยืนยันข้อมูลตามที่ ร.อ.ธรรมนัสได้แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช. ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท โกลเบิล ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด, บริษัท สิทธิอาโป จำกัด, บริษัท ธรรมนัส พัทยา การ์ด(2009) จำกัด”เรืองไกร ระบุ

เรียกได้ว่า หาก ร.อ.ธรรมนัสยังอยู่ ก็จะมีการขุดเรื่องต่างๆออกมา โดยทางลึกก็มีรายงานว่า มีการเดินเกมกดดันทั้ง “บนดิน” และ “ใต้ดิน”

โดยที่มีรายงานว่า การเผด็จศึก “ร.อ.ธรรมนัส” หากเกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล และหากต้องมีอันเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ชือของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะได้รับการโปรโมตในฐานะนายกรัฐมนตรีจาก 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านแทน “บิ๊กตู่”

แม้ ร.อ.ธรรมนัส จะขึ้นชื่อว่ามี “แบ็กอัพ”ดี หรือ “สายแข็ง” ทำให้เชื่อว่า “บิ๊กตู่”จะไม่ตัดสินใจปรับร.อ.ธรรมนัสออกจากตำแหน่ง เว้นเสียแต่ว่า ร.อ.ธรรมนัสจะตัดสินใจลาออกเอง

ซึ่งก็มีรายงานจากตึกไทยคู่ฟ้าว่า ที่สุด ร.อ.ธรรมนัส อาจจะยอม “กลืนเลือด” ลาออกไปเพื่อไม่ให้รัฐบาลสะเทือนไปมากกว่านี้

กระนั้น หากฟังจากที่ ไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ “บิ๊กป้อม” มองปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับร.อ.ธรรมนัส ว่าเป็นเรื่อง กลตีเท้าม้า!!

“ ไม่หวดเท้าม้าให้เดี้ยงก่อน ลุงตู่~ลุงป้อมก็โลดแล่นสบายใจเฉิบนะซี”

มาถึงตรงนี้ หากเท้าม้า อย่าง ร.อ.ธรรมนัส เป็นแผลติดเชื้อขั้นรุนแรง ทางเดียวที่จะไม่ให้บาดแผลลุกลาม จนทำให้รัฐบาลติดเชื่อในกระแสเลือด ก็เป็นไปได้ที่จะต้องตัดขา

ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็เป็นไปเพื่อรักษาชีวิต!