ดนตรี / รุ่งฟ้า ลิ้มหัสนัยกุล

ห่างกันไม่กี่วัน โลกดนตรีสูญเสียดาวร็อคไปสองราย

ศุกร์ 13 กันยายน อดีตดาวร็อคจากยุค 80s เอ็ดดี้ มันนี่ย์ เจ้าของเพลงฮิทอย่าง “Baby Hold On”, “Two Tickets to Paradise”, “Shakin'” และ “Take Me Home Tonight” อำลาจากไปก่อนด้วยวัย 70

เอ็ดเวิร์ด โจเซฟ มาฮอนี่ย์ เป็นชื่อ-สกุลจริงในบัตรประชาชน เกิดที่บรู๊คลีน, นิวยอร์ก แต่มาเติบโตในย่านลอง ไอส์แลนด์ เคยทำงานเป็นตำรวจอยู่สองปี-ตามความต้องการของพ่อที่ทำงานด้านกฎหมาย ทว่า ด้วยเสียงหัวใจเรียกร้อง เขาหันหลังให้งานเก่า แล้วมุ่งหน้าไปทิศตะวันตก เข้าเรียนดนตรีที่ เบิร์คลี่ย์ ในแคลิฟอร์เนีย ตระเวนเล่นตามคลับในซาน ฟรานซิสโกกับเพื่อนนักดนตรีท้องถิ่นจนได้รู้จักกับ บิลล์ เกรแฮม โปรโมเตอร์ระดับตำนาน เมื่อปี 1976 ที่ต่อมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวและช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในอาชีพ

ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงปลายทศวรรษ 1980 เอ็ดดี้ มันนี่ย์ เปิดตัวด้วย “Baby Hold On” เพลงฮิทเพลงแรกติดอันดับ 11 (1978) หลังจากนั้นก็มีเพลงติดท็อป 100 อีกหลายเพลงจนกระทั่งปี 1986 เขาถึงได้มี “Take Me Home” ติดอันดับ 4 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดที่เขาทำได้ แต่หลังจากนั้น เขาก็ไม่สามารถก้าวขึ้นไปได้ถึงจุดนั้นอีกเลย แม้ในช่วงทศวรรษถัดมา เขาจะมีอัลบั้มตามมาอีก 3 ชุดด้วยกัน

ด้วยความรักของแฟนเพลงที่มอบให้ ถึงจะไม่มีงานใหม่ มันนี่ย์ ก็เลือกใช้เวลาต่อจากนั้นอีกสองทศวรรษไปกับการทัวร์ต่อเนื่อง จนกระทั่งปัญหาสุขภาพรุมเร้า-ที่เป็นผลมาจากการดื่มและเล่นยาอย่างหนัก-เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้เขาต้องหยุดพักเป็นระยะ และในที่สุด เอ็ดดี้ มันนี่ย์ ก็หยุดให้ความสุขแก่คนฟังไปตลอดกาลด้วยวัย 70

มันนี่ย์ เคยกล่าวไว้ใน Real Money ซีรี่ส์ที่นำเสนอชีวิตของเขา (ออกอากาศเมื่อปีที่แล้ว) ว่า “ผมอยากเลิกเล่นดนตรี เพราะผมมีโอกาสที่จะแต่งตัว ได้โกนหนวดโกนเครา ได้ตัดผมหล่อๆ แล้วออกไปเล่นเพลง ‘Two Tickets to Paradise’ กับ ‘Baby Hold On’ ที่แฟนๆชอบ ผมช่วยให้เด็กๆกล้าแสดงออก ลูกชายผมตีกลองอยู่ข้างหลัง ลูกอีกคนเล่นกีตาร์ ส่วนลูกสาวผมเธอเต้นระบำไปรอบๆราวกับว่าเป็นการแสดงครั้งแรก ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ยังคงได้ทำในสิ่งที่ทำมาตลอด”

ริค โอคาเส็ค จากไปในวัย 75 หลังจากนั้นเพียงสองวัน

ใครที่เติบโตมาในยุค 80s อย่างน้อยที่สุด ต้องเคยได้ยินเพลง “Drive” กันมาบ้าง แม้เจ้าของเสียงร้องนั้นจะเป็นมือเบสส์ที่ชื่อ เบน ออร์ (ซึ่งจากไปเมื่อปี 2000) แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้รู้จัก เดอะ คาร์ส วงร็อค/นิวเวฟจากบอสตันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีทั้งอารมณ์ขันและเร้าอารมณ์ในเพลงอย่าง “My Best Friend’s Girl” “You’re All I’ve Got Tonight”, “Good Times Roll”, “You Might Think” และ “Shake It Up” ฯลฯ

เกิดในครอบครัวชาวโปแลนด์ที่นับถือคริสต์นิกายแคธอลิค ริชาร์ด อ็อทคาเส็ค เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาตกหลุมรักเพลง “That’ll Be the Day” ของ เดอะ คริเก็ทท์ส ตั้งแต่ยังเด็ก คอยรบเร้าให้ย่าซื้อกีตาร์ให้สักตัว แต่ไม่เป็นผล เลยหนีออกจากบ้านไปหลายสัปดาห์ตอนวัยรุ่น พออายุ 16 หลังจากที่ครอบครัวโยกย้ายมาอยู่ที่คลีฟแลนด์ เขาก็ตัดสินใจที่จะเลิกเรียนแล้วหันมาทุ่มเทกับการซ้อมกีตาร์ และเรื่องราวบนถนนดนตรีของเขาก็เริ่มนับแต่นั้น

เขาแต่งเพลงแล้วเพลงเล่า ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่เหมาะกับวงมากกว่าเป็นศิลปินเดี่ยว ดังนั้นเขาก็เลยทำวงขึ้นมาโดยมี เบนจามิน ออร์เซคาวสกี้ มาช่วยทำเดโมเพลง-ที่ต่อมากลายเป็นเพลงของ เดอะ คาร์ส แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ทั้งคู่เคยทำวงโฟล์คสามชิ้น (มี แอนน์ อาร์บอร์ เป็นสมาชิกอีกคน) ชื่อ มิลค์วู้ด มีอัลบั้มออกมาในปี 1972 และอีกสี่ปีต่อมา พวกเขาก็ทำวง เดอะ คาร์ส โดยมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาอีกสามคน

The Cars เป็นอัลบั้มเปิดตัวเมื่อปี 1978 ติดอันดับท็อป 20 มี “Just What I Needed”, “My Best Friend’s Girl” และ “Good Times Roll” เป็นเพลงสร้างชื่อ ตามมาด้วย Candy-O (1979), Panorama (1980), Shake It Up (1981) แต่มาประสบความสำเร็จสูงสุดกับ Heartbeat City อีกสามปีถัดมา อัลบั้มที่มีเพลงติดท็อป 40 มากที่สุด ได้แก่ “You Might Think”, “Magic”, “Hello Again”, “Why Can’t I Have You” และ “Drive” จากนั้นก็มี Door to Door (1987) ซึ่งล้มเหลว และพวกเขาก็ประกาศแยกทางกันในปีต่อมา

โอคาเส็ค มีผลงานเดี่ยวหลายชุดด้วยกัน อาทิ Beatitude, This Side of Paradise รวมทั้งอัลบั้ม Nexterday งานชุดสุดท้ายในปี 2005 นอกจากการเป็นศิลปินเบื้องหน้า เขายังทำงานเบื้องหลัง ด้วยการเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงรุ่นหลังมากมาย อาทิ วีเซอร์, แบ๊ด เบรนส์, แบ๊ด รีลิเจี้ยน, โจนาธาน ริชแมน, โฮล, โน เด๊าบ์ท ฯลฯ