คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ปีนี้นับเป็นปีที่แปลกที่สุดของแวดวงการเมืองสหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้มีนักการเมืองของทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันต่างมุ่งที่จะเข้าไปช่วงชิงตำแหน่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับค่ายพรรคเดโมแครตที่เคยมีผู้จะลงแข่งขันเป็นตัวแทนของพรรคถึง 24 คน แต่ตอนนี้เหลือแค่เพียง 20 คน

ส่วนในค่ายพรรครีพับลิกันนั้นปรากฏว่า มีนักการเมืองสามคนได้ออกมาประกาศท้าทายประธานาธิบดีทรัมป์ โดยปกติแล้วในอดีตที่ผ่านมาแทบจะไม่มีผู้ที่สังกัดอยู่ในพรรคเดียวกันกับประธานาธิบดีจะออกมาประกาศแข่งขันท้าชิงเลย ฉะนั้นครั้งนี้นับว่าเป็นกรณีพิเศษ!!!

โดยค่ายพรรคเดโมแครตนั้น แรกๆมีผู้อยู่ในข่ายที่จะประกาศลงแข่งขันถึง 37 คน แต่กลับเปลี่ยนใจไป 13 คนรวมทั้ง “โอปรา วินฟรีย์” พิธีกรหญิงชื่อเสียงโด่งดังที่เธอออกมาให้เหตุผลว่า “การเมืองเป็นเรื่องที่แสนจะสกปรก”

อย่างไรก็ตามยังมีนักการเมืองหญิงของค่ายพรรคเดโมแครตถึงสี่คนที่ต่างมุ่งหวังเข้าไปสู่ทำเนียบขาว โดยขณะนี้ทุกๆคนต่างรณรงค์หาเสียงกันอย่างแข็งขันอันได้แก่

“วุฒิสมาชิกอลิซาเบธ วอร์เรน” “วุฒิสมาชิกคามาลา แฮริส” “วุฒิสมาชิกเอมี่ โคละบชาร์” และ “สมาชิกผู้แทนฯทุลซี แกบบาร์ด”

ดูเหมือนว่าทั้งสี่สตรีนักการเมืองนี้มีเพียงวุฒิสมาชิกวอร์เรน และวุฒิสมาชิกแฮริส เท่านั้นที่อาจจะมีโอกาสได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต หากว่า “อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน” พลาดโอกาส!!!

“วุฒิสมาชิกอลิซาเบธ วอร์เรน” อายุ 70 ปี ศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายจากหลายๆสถาบันดังเช่น University of Houston, Rutgers University, University of Pennsylvania และ Harvard University โดยเธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากรัฐแมสซาชูเสตส์เมื่อปี 2012 และเธอยังเคยสังกัดอยู่ในพรรครีพับลิกันจนกระทั่งปี 1996

นโยบายหลักของเธอก็คือ ต้องการยกเลิกหนี้เงินกู้ของนักศึกษา และเธอยังมีความตั้งใจที่ไม่ต้องการจะรับเงินบริจาคจากธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลายอีกด้วย

วุฒิสมาชิกวอร์เรนนับเป็นนักการเมืองหญิงดาวเด่นที่มีคะแนนนิยมสูงที่สุดในขณะนี้ โดยเธอกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองหญิงจะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว” แถมเธอยังออกมากล่าวโจมตีอีกว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกต่อไป” ทั้งนี้เห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดว่า เธอปวารณาตัวเป็นศัตรูทางการเมืองต่อประธานาธิบดีทรัมป์อย่างแข็งขันที่สุด!!!

อนึ่งวุฒิสมาชิกวอร์เรนยังร่วมมือร่วมใจทำงานคู่กับวุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส ในการออกมาโจมตีและประนามประธานาธิบดีทรัมป์บ่อยๆครั้ง

ทั้งคู่ถือเป็นนักการเมืองหัวก้าวหน้าที่ออกมาโจมตีธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลายอย่างไม่แคร์สื่อและอิทธิพลใดๆ โดยทั้งสองต่างก็เห็นพ้องต้องกันถึงความไม่เท่าเทียมในเรื่องรายได้ระหว่างเพศหญิงและเพศชาย อีกทั้งพวกเขายังมีนโยบายด้านการรักษาผลประโยชน์ของคนชั้นกลางที่เหมือนๆกันด้วย

ส่วน “วุฒิสมาชิกคามาลา แฮริส” วัย 54 ปี นักการเมืองสุภาพสตรีที่มีผิวสีเพียงท่านเดียวที่ลงแข่งขันเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเธอได้รับเลือกให้รับตำแหน่งวุฒิสมาชิกเมื่อปี 2016 อีกทั้งเธอก็ยังเคยได้รับเลือกในตำแหน่งอัยการของนครซานฟานซิสโก และอัยการของรัฐแคลิฟอร์เนีย

วุฒิสมาชิกแฮริสเป็นนักการเมืองที่มีฝีปากจัดจ้านคมกริบเป็นนักโต้วาทีตัวยง ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีทรัมป์เกรงกลัวเธอเป็นที่สุดพอๆกับวุฒิสมาชิกวอร์เรน!!!

ส่วนนโยบายที่วุฒิสมาชิกแฮริสชูประเด็นในการหาเสียงก็คือ “ต้องการให้อเมริกันชนทุกๆคนได้รับสิทธิทางด้านสวัสดิการสุขภาพ”

และขณะนี้ปรากฏว่า เธอได้ออกมาชูประเด็นต้องการที่จะถอดถอนผู้พิพากษาศาลสูงสุดเบร็ทท์ คาวานอ ออกจากตำแหน่งทันทีที่มีข่าวใหม่เปิดเผยออกว่า ผู้พิพากษาคนนี้ให้การไม่ตรงต่อความเป็นจริงเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์เมื่อครั้งที่ให้การต่อวุฒิสภา ก่อนหน้าที่เขาได้รับการรับรองในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุด

โดยเมื่อครั้งที่ผู้พิพากษาท่านนี้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการตุลาการแห่งวุฒิสภา วุฒิสมาชิกแฮริสก็เป็นผู้หนึ่งที่ซักถามด้วยคำถามหนักๆจนทำให้ผู้พิพากษาท่านนี้ถึงกับอึ้งตอบไม่ได้หลายๆครั้ง

และยังเป็นที่น่าสนใจว่า จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อวันอังคารนี้ได้ออกมาระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วสตรีชาวอเมริกัน 1 ใน 16 คนถูกล่วงละเมิดทางเพศ และเฉลี่ยแล้วส่วนใหญ่มีอายุสิบห้าปี!!!

เมื่อผลสำรวจนี้ถูกเปิดเผยออกมา ปรากฏว่าผู้พิพากษาเบร็ทท์ คาวานอ ถูกจับโยงเข้าไปในเรื่องดังกล่าว โดยมีวุฒิสมาชิกวอร์เรนและวุฒิสมาชิกแฮริส ออกมาโจมตีต้องการให้มีการถอดถอนผู้พิพากษาท่านนี้ แต่กลับถูกประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาคัดค้านต่อต้านอย่างหนัก

“วุฒิสมาชิกเอมี่ โคละบชาร์” คือนักการเมืองหญิงคนที่สามจากรัฐมิเนสโซต้า วัย 50 ปี โดยเธออยู่ในตำแหน่งวุฒิสมาชิกตั้งแต่ปี 2006 นโยบายของเธอชี้ว่า “ถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯควรจะกลับคืนไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แทนที่จะอยู่ในมือของจอมเผด็จการเยี่ยงประธานาธิบดีทรัมป์”

อีกทั้งวุฒิสมาชิกหญิงท่านนี้ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ร่วมซักถามผู้พิพากษาเบร็ทท์ คาวานอ ที่ถึงแม้ว่าเธอจะกระทำด้วยท่าทีสุขุมก็ตาม แต่ในทางกลับกันเธอได้รัวกระหน่ำยิงคำถามโจมตีด้วยความหนักหน่วง

ทั้งนี้เธอยังเป็นนักการเมืองเดินสายกลางที่สามารถทำงานร่วมมือกับพรรครีพับลิกันได้เป็นอย่างดี

“ทุลซี แกบบาร์ด” คือนักการเมืองสตรีคนที่สี่ วัย 38 ปี เธอดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากรัฐฮาวาย และอดีตทหารผ่านศึก โดยเธอเป็นสุภาพสตรีชาวซามัวอเมริกันคนแรกและเป็นผู้นับถือศาสนาฮินดูคนแรกของสภาคองเกรส อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าโอกาสที่เธอจะได้รับเลือกในครั้งนี้ค่อนข้างมีน้อย เนื่องจากเธอยังขาดประสบการณ์และยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากเท่าใดนัก

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางด้านการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่มีนักการเมืองสุภาพสตรีถึง 4 ท่านออกมาประกาศกร้าวที่ลงแข่งขันในตำแหน่งประธานาธิบดี และยังมีนักการเมืองสุภาพบุรุษของพรรคเดโมแครตเรียงแถวออกมาประกาศท้าชิงประธานาธิบดีอีก 24 ท่าน แถมยังมีนักการเมืองค่ายพรรครีพับลิกันถึง 3 ท่านก็ได้แสดงเจตนารมณ์ประกาศท้าทายประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยเช่นกัน ดูๆแล้วช่างน่าวิตกกังวลแทนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เหลือเกินว่าเขาจะได้ไปต่อหรือโดนนักการเมืองท่านอื่นๆช่วงชิงคว้าตำแหน่งในสมัยที่สองของเขาเอาไปรับประทานเสียก่อนละครับ