แสงไทย เค้าภูไทย

ข่าวคนไทยฆ่าตัวตายถี่ขึ้นนับแต่รัฐบาล “ประยุทธ์ 2” เข้ามาบริหารประเทศ จากสาเหตุหลักคือบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว เดือนนี้จับตาธนาคารกลางสหรัฐ หากลดดอกเบี้ยอีกครั้ง กระเทือนไปทั้งโลกแน่ เหตุไทยส่งออกเป็นดอลลาร์

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถคงสภาพเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในภาวะขาขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังภาวะถดถอยครั้งใหญ่ (Great Recession)ได้

ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว ตลอดมา

จนเเมื่อเกิดสงครามการค้า-การเงินระหว่างสหรัฐกับจีน(Trade War, Currency War) ที่สร้างความปั่นปั่วนให้แก่การค้าโลก อัตราเติบโตการค้าโลกก็ลดลง จากปีละ 5.1% เหลือ 4.0% โดยไตรมาสล่าสุดโตแค่3.8%

ส่งผลกระทบไทยเป็นอย่างมาก เศรษฐกิจไทยจึงเข้าสู่ภาวะชะลอตัว

เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตัวสำคัญที่สุด 3 ตัวที่มีสัดส่วนมากที่สุดในผลผลิตมวลรวมของประเทศ (GDP)คือการส่งออก การท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

อัตราเติบโตของมูลค่าการส่งออกลดลงทุกปี จากที่เคยอยู่ระดับเหนือ 3.8% ช่วงปี 2555 ลดลงเป็น 2.3% โดยล่าสุดสิ้นไตรมาส 2 หดตัวเหลือ 2.9%

ยิ่งเมื่อหักมูลค่าส่งออกทองคำแล้ว โดยรวม การส่งออกสินค้าไทยหดตัวจนติดลบเป็น -8.7(YoY ) (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

ทำให้ตลอดทั้งปีที่แม้จะอาศัยฤดูขายปลายปีมาช่วย

แต่จากเหตุการณ์เดินขบวนประท้วงรุนแรงในฮ่องกงที่เป็นตลาดส่งออกมูลค่า 500-900 ล้านบาทของไทย ทำให้อัตราเติบโตไม่ขยับคือ 0.0% น่าจะอยู่ที่ 2.9 -3.0%

ส่วนอัตราเติบโตของการท่องเที่ยวที่รายได้ของประเทศส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวจีน ในช่วงสงครามการค้า 2 ปีมานี้ ทรุดลงอย่างหนัก

เหตุจากนักท่องเที่ยวจีนมาไทยลดลงเนื่องจากการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกของจีนลดลงตามหน่วยการค้าที่ลดลงจากพิษสงครามการค้า

การใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศ (Gross Domestic Expenditures - GDE) เพิ่มขึ้น 4.1% ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายโดยการหว่านเงินของรัฐบาล

การใช้จ่ายและการบริโภคของรัฐขยายตัวต่อเนื่อง มีการลงทุนในสาธารณูปโภค เช่น รถไฟความเร็วสูง มีการกู้หนี้เพิ่มจนยอดหนี้ปัจจุบันเกือบ 1.7 ล้านล้านบาทเป็นส่วนเสริมตัวเลข GDE ลวงตา

ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว 4.1% อันเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 6 ปี

เป็นภาพลวงตา เพราะ เงินที่หว่านลงไปนั้น กลับไปเพิ่มอัตราเติบโตในภาคค้าปลีกที่เป็นแหล่งรองรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ได้รับเงินหว่านจากเฮลิคอปเตอร์มันนี่ไปเข้าทุนใหญ่

การที่ตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจแขวนอยู่กับการหว่านโปรยเงินของรัฐบาล และมาตรการช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( state aids) และช่วยเหลือแบบสนับสนุนทางการเงินในสาขาเศรษฐกิจต่างๆ (state subsidies)

ทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบไม่หยุดหย่อน

รวมทั้งการใช้มาตรการช่วยเหลือนานัปการในรูปแบบประชานิยม

ล่าสุด แจกเงินคน “ไทยเที่ยวไทย” ช่วงกันยายนถึงพฤศจิกายน 2562 ในมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ระยะเวลา 3 เดือน งบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท

แต่กระนั้น อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยังไม่กระเตื้อง ไตรมาส 2 (กลางปี) โตแค่ 2.3% จากไตรมาสก่อน 2.8 % ครึ่งปีแรก 2.6%

โดยตัวการสำคัญที่กระตุ้นไม่ได้คือการส่งออกที่ลดลง โดยขยายตัวแค่ 4.2%

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)จึงปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ทั้งปีลงจาก 3.3-3.8% เป็น 2.7-3.2%

ส่วน จีดีพีนั้น เมื่อสิ้นไตรมาส 2 (มิ.ย. 62) โตแค่ 3.3%

ต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาส หรือเกือบ 5 ปี (ในยุคคสช.)

เป็น 5 ปีที่เศรษฐกิจโลกเป็นขาขึ้น แต่ของเรากลับเป็นขาลง

เดือนนี้ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed)จะประชุมพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ธนาคารกลางของชาติอื่นทั่วโลกพากันใจจรดใจจ่อ เพราะทุกชาติมีสำรองเงินตราต่างประเทศเป็นดอลลาร์สรอ.มากกว่าเงินตราสกุลอื่น

ลดครั้งที่แล้ว แค่ .25% กระเทือนไปทั้งโลก

จีนถึงกับหนีไปซื้อทองคำ 100 ล้านตันเข้ากองทุนสำรอง แล้วลดสำรองดอลลาร์ลง

ครั้งนี้หาก Fedลดดอกอีกครั้ง บรรดากูรูการเงินบอกว่าเศรษฐกิจโลกระส่ำแน่

เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว

เด็ดดอกเบี้ย Fed ดอกเดียวกระเทือนถึงจักรวาล