ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นต่อวิบากกรรมของผู้นำมวลชน ซึ่งมีบทบาทเคลื่อนไหวในห้วงวิกฤติการเมืองไทย ที่ผ่านมาอย่างน่าสนใจ

หนึ่ง คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องขังที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานอภัยโทษ

หนึ่งคือ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำคนเสื้อแดง และพวกรวม 12 คน ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานพาคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา ปี 2552

คนหนึ่งเดินออก ส่วนอีกคนต้องเดินเข้า

แต่ปรากฏว่า รายหลังเลือกที่จะหลบหนี ถูกออกหมายจับ ถูกขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามออกนอกประเทศ

ทั้งสองอยู่กันคนละขั้วทางการเมือง และมีความแตกต่างในรายละเอียดของคดีความที่พวกเขาต้องรับโทษ

สำหรับ นายสนธิ เขากล่าวเปิดใจหลังได้รับอิสรภาพในตอนหนึ่งว่า เขาใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำทั้งหมด 2 ปี 11 เดือน กับอีก 27 วัน เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีใครรังแก และเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม แต่ต้องตาบอดไปหนึ่งข้างเนื่องจากเป็นต้อหิน จึงต้องใส่แว่นดำตลอด ในช่วงชีวิตในเรือนจำได้นำหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปรับใช้ คือยอมรับความจริง ปฏิบัติตนตามแบบคนคุก อย่าอวดดี อย่าซ่า อย่าทำเก่ง

พร้อมกับยืนยันว่าไม่ได้รับสิทธิพิเศษแต่อย่างใด ที่มีข้อครหาว่ามีการจัดเลี้ยงในเรือนจำ ก็ไม่เป็นความจริง และอย่าไปจริงจัง เพราะคนปล่อยข่าวมีทั้งดีและเลว ทั้งนี้เขาหมดโทษแล้ว ไม่มีแล้ว เป็นแค่บุคคลเคยต้องโทษ เหลือเพียงคดีปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ปี 51 ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพียงคดีเดียวที่กำลังต่อสู้กันอยู่

“มีคนบอกผม ทำไมไม่หนี ก็เพราะทุกคนที่มาให้กำลังใจวันนี้ ลูกผม ภรรยาผม ลูกน้องผมในสำนักงานผู้จัดการ ถ้าผมหนี คนก็จะครหาว่า นายเองแน่นัก ทำไมถึงหนี ทุกคนก็เอาปี๊บคลุมหัวกันหมด ผมไม่หนีเพราะพี่น้องทุกคน จะได้เดินอย่างสง่า ผมซาบซึ้ง คิดถึง และรับความปรารถนาความห่วงใยจากพี่น้องทุกคน ผมเสียใจที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ไม่ยอมมาศาล มันทำให้เราเรียนรู้หลักอนิจจัง ทุกอย่างล้วนสมมติหมด ชีวิตในเรือนจำ ผมก็ยังบังเอิญเจอนายธาริต เพ็งดิษฐ์ มันทำให้คิดว่าตำแหน่งใหญ่โต เป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น อยากบอกไปยังบอส ทายาทกระทิงแดง นายทักษิณ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน การติดคุกไม่ได้น่ากลัว ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด กับข้าวพอกินได้ ไม่ต้องกังวล ถ้าเรายอมรับว่าตัวเองเป็นนักโทษ ปฏิบัติตามกฎ ไม่มีปัญหาแน่นอน และผมออกมาแบบหมดตูด เพราะทรัพย์สินโดนอายัดหมด ก็ต้องอาศัยลูกชาย”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นประเด็นจากวิบากกรรมของทั้ง 2 ผู้นำมวลชน เป็นบทเรียนให้กับนักเคลื่อนไหว โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังเคลื่อนไหวในประเด็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอยู่ในขณะนี้

แต่กระนั้นทั้ง นายสนธิ และนายอริสมันต์ ต่างไม่ได้มีเพียงแค่คดีชุมนุมทางการเมืองที่ต้องต่อสู้ หากแต่ทั้งคู่มีคดีส่วนตัว เช่น นายสนธิ ที่ต้องรับโทษจำคุก 20 ปี ก็มาจาก คดีทำเอกสารรายงานการประชุมเท็จค้ำประกันกู้เงินธนาคารกรุงไทยกว่าพันล้านบาท

ในขณะที่นายอริสมันต์เองก็ต้องต่อสู้คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร

ฉะนั้น ไม่ใช่ว่านักกิจกรรมทางการเมืองทุกคนจะต้องมีปลายทางที่คุก หากแต่ขึ้นอยู่กับเรื่องราวในอดีต หรือกรรมเก่าที่ทำมาของแต่ละคนด้วย