PTT-KV-DJSI-Online

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

บทรำลึกถึง ...จิตวิญญาณอันทรงคุณค่าแห่ง...ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี/...เนื่องใน 127 ปีแห่งชาตกาล “ศิลปินมีดวงไฟอันโชติช่วงสว่าง และความอ่อนโยนลึกซึ้งของแม่ ...อยู่ภายในความคิดฝันของเขา”

“แก่นสารของชีวิตคือนัยอันงดงามในโลกที่เปี่ยมเต็มไปด้วยความฝันและความหมาย มันคือแสงสว่างอันเจิดจ้าทางปัญญาต่อการนำพาชีวิตให้ก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างตื่นตระการและเป็นเกียรติภูมิยิ่ง ...นั่นคือภาวะอันเที่ยงแท้ของโลกที่เติบโตขึ้นด้วยพลังแห่งสีสันของธารสำนึกที่ปลูกสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาด้วยการกอบเกื้อและโอบประคองของหัวใจ...อุบัติขึ้นเป็นรอยทางของศิลปะที่มีภาพรวมของชีวิตเป็นผลลัพธ์อันไม่หยุดนิ่ง...สรรสร้างและเอ่อท้นไปด้วยพลังของความรู้สึกเสมอ...”

รากเหง้าแห่งความคิดอันมีชีวิตชีวาเบื้องต้น ถือเป็นนิยามในคุณค่าของหนังสือที่สื่อสารพลังออกมาจากอารมณ์ของความเป็นศิลปะ ด้วยเค้าโครงที่รื่นรมย์ในบทสะท้อนของภาพวาดแห่งความทรงจำอันยั่งยืน/ผ่านความจริงในเชิงประจักษ์ และผ่านการตื่นรู้ใคร่ครวญอันสงบงาม..

“ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง”(In Unrestful Mind and Spiritual Power)...รวมงานเขียน75ปี 75นักเขียนชาวศิลปากร...ถือเป็นบทสะท้อนของพัฒนาการแห่งการเติบโตทางด้านโลกทัศน์และชีวทัศน์ของชาวศิลปากร ผ่านแง่มุมของศาสตร์และศิลป์ในด้านการเขียนและการประพันธ์ที่ทั้งลึกซึ้ง เปิดกว้าง และหยั่งลึกด้วยความหมายเฉพาะตัว ข้ามผ่านบทจรของชีวิตจากอดีต ก้าวผ่านปัจจุบัน ไปสู่การเคลื่อนขยายแห่งอนาคตอันไม่รู้สิ้น...มันคือผลรวมของความเป็น”ศิลปาธร”...ท่ามกลางดวงไฟอันโชติช่วงสว่างแห่งสำนึกทางศิลปะของชาว”ศิลปากรในโลกที่ลัทธิวัตถุนิยมได้ขยายขอบเขตอันเป็นพิษของตัวเองออกไปอย่างแสนจะบ้าคลั่ง

“ศิลปะไม่ได้สอนให้วาดรูปเป็น...แต่สอนให้รู้จักการใช้ชีวิต”/คำกล่าวของท่านศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรบทนี้...ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งทัศนะทางศิลปะที่คมชัด และขยายกว้างในทางเจตจำนงต่อข้อกำหนดทางนิยามแห่งศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นมิติของผู้สร้างงานศิลปะนั้นๆ หรือกระทั่งผลงานที่ถูกประกอบสร้างขึ้นแล้วในนิยามแห่งจิตวิญญาณของวัฒนธรรมทางศิลปะก็ตาม การที่จะสร้างแนวต่อต้านลัทธิวัตถุนิยมนั้น ก็ต้องอาศัยหลักสำคัญ 2 ประการ นั่นคือ...หลักธรรมอันบริสุทธิ์ทางศาสนา ประการหนึ่ง และศิลปะอีกประการหนึ่ง...แท้จริงแล้วจากประจักษ์การทั้งหลายแหล่ ศิลปะก็คืออาหารของจิตใจและพุทธิปัญญาของมนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็น วรรณกรรม ดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม และมัณฑนศิลป์ เราได้ประสบแต่ความเพลิดเพลินเจริญใจ ความสงบเยือกเย็น และบ่อเกิดของความหวังอันสูงส่ง ศิลปะทำให้เราเป็นคนดี รักใคร่ซึ่งกันและกัน ทำให้เรามีภาวะเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ฉะนั้นศิลปะจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดเสียไม่ได้สำหรับชีวิตที่มีวัฒนธรรมของชาติ”

ใจความสำคัญจากนัยสำนึกของข้อเขียน “วัฒนธรรมและศิลปะ” โดย “ท่านอาจารย์ ศิลป์” ตรงส่วนนี้เปรียบดั่งเครื่องชี้แนะประสบการณ์แห่งการเข้าใจประเด็นสำคัญในบริบทร่วมสมัยของปัญหาเชิงศิลปะ....ที่จะต้องมีการรับรู้ภาพรวมของ ความเป็นไปอย่างถ่องแท้ก่อนที่จะขยายเป็นรอยจารึกไว้ในความทรงจำ/แท้จริงแล้ว...ประเทศเพื่อนบ้านของเราเขาส่งเสริมศิลปะในบ้านเมืองของเขามาช้านาน ซึ่งผิดจากประเทศของเราที่ยังคงดูเหมือนปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม.. “ขออย่าให้เราลวงตัวของเราเองเพราะเรามีรถยนต์ มีโทรทัศน์ มีเครื่องบินและอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเครื่องสำแดงถึงความมีวัฒนธรรมของไทยเลย...สิ่งซึ่งแสดงทางวัฒนธรรมนั้นคือสิ่งการแสดงออก ...ซึ่งความรู้สึกทางด้านจิตใจและพุทธิปัญญา...จากการแสดงออกดังกล่าวนี้แหละที่ทำให้เราเกิดความภูมิใจและรู้สึกไม่น้อยหน้าใคร/เมื่อไหร่หนอเราจึงจะเริ่มเข้าใจในความจริงข้อนี้กันเสียที?”...นั่นคือคำถามทางศิลปะในประเทศชาติบ้านเมืองของเราที่จารจารึกอยู่ซึ่ง “ท่านอาจารย์ศิลป์” ได้ประมวลขึ้นและส่องทางหาคำตอบอันสมควรให้กับมัน...

มีข้อคิดของนักคิด นักปฏิบัติคนสำคัญของประเทศที่ถูกบันทึกไว้ในส่วนบทนำของหนังสือเล่มนี้/ “เสฐียรโกเศศ” พระยาอนุมานราชธน...ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างปี พ.ศ.2486-2492/ ซึ่งเหมือนดั่งเป็นคำตอบและเป็นแนวทางสำคัญต่อวิถีที่แท้ของความเป็นนักเขียนและศิลปินประเภทต่างๆ ที่จักเข้าใจในสถานะและบทบาทที่ถูกที่ควรของตัวเอง..อย่างสง่างาม ... “ผู้ที่เป็นนักเขียนหรือศิลปินไม่ว่าสาขาใด ท่านเปรียบเหมือนแพทย์ผดุงครรภ์ เพราะท่านคือผู้ทำให้สิ่งงาม สิ่งไพเราะซึ่งเป็นวรรณคดีและศิลปกรรมคลอดออกมา/เหตุนี้จึงต้องมีอุดมคติว่า จะให้สิ่งที่คลอดออกมาจากท่านและท่านรับผิดชอบนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ดีงามเสมอไป อย่าให้คติแห่งพาณิชย์พาท่านให้คล้อยตามความต้องการของชนบางพวก จนเสียอุดมคติของท่าน อย่างที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Prostitute of art” คือยอมขายตัวขายความดีงาม” /..ท่านยังได้ขยายความต่อในรายละเอียดเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า...การเขียนหนังสือให้มากหรือน้อยนั้นไม่สำคัญ...สำคัญอยู่ที่สารประโยชน์ของเรื่อง...กล่าวคือบางคนแม้จะเขียนได้มากด้วยเวลาอันสั้น แต่ก็เป็นไปโดยหาสารประโยชน์ไม่ได้ หรือมีประโยชน์อยู่บ้างก็เป็นส่วนน้อยที่สุด เพราะต้องแข่งกับเวลา และจุดปรารถนาก็ไปตั้งอยู่ที่จะต้องได้ค่าเรื่องมากๆ...อย่างนี้เทียบได้กับโสเภณี”

ส่วนหนึ่งในกระบวนวิธีคิดของ “ชาวศิลปากร” ต่างมีรากเหง้าที่จะรับรู้ รับฟังแง่งามในความเป็นหัวใจสำคัญของความเป็นศิลปะ ณ เบื้องต้น/ใคร่ครวญในแบบอย่างทางความคิดต่อข้อตระหนักรู้อันสงบ สะอาด และยั่งยืนทางศิลปะ/ผ่านกระบวนแห่งการประจักษ์คิดสู่โครงสร้างแห่งการสร้างสรรค์อันกอปรด้วยสำนึกในความรับผิดชอบต่อโลกและชีวิตอันจริงจังและบริสุทธิ์ประหนึ่งตัวละครที่เล่นบทบาทอย่างพิถีพิถันและละเมียดละไมในโรงละครชีวิต...ที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา

“บนโลกอันเวิ้งว้างมีหนังสือของมนุษย์กองอยู่หลายพันล้านเล่ม เก่าใหม่ ถูกและแพง มีค่าและไร้ค่า /อย่างไรมันก็ได้ตีพิมพ์ขึ้นมาแล้ว ด้วยทุนของโชค เคราะห์ และเวรกรรมอะไรก็ตาม ความหนาของหนังสือเกิดขึ้นให้เราพลิกอ่านเรื่องราวที่พิมพ์อยู่บนความกว้างยาวของหน้าหนังสือ...หลายเล่มเราอ่านจบก็โยนทิ้งเป็นโครงสร้างของขี้ฝุ่น เป็นอาหารประจำวันของปลวก ส้วมของแมลงสาบ และความเจริญเติบโตของกองขยะ หลายเล่มกลายเป็นความทรงจำของมันสมอง เป็นสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเรา และเป็นแสงสว่างแห่งปัญญา และความคิดแก่ดวงวิญญาณของเรา”

“นิพนธ์ จิตรกรรม”...นักเขียนในสไตล์เหนือจริง/ผู้ซึ่งเคยทำหนังสือรวมเรื่องสั้นชาวศิลปากร.. “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” เนื่องในวาระกึ่งศตวรรษแห่งมหาวิทยาลัยร่วมกับผม/สร้างสรรค์ผลงานแห่งวิถีสำนึกบทนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนตนและผู้เขียนหนังสือทุกคนให้รู้แจ้งในชีวิตของการประพันธ์ที่ผูกโยงไว้ด้วยจริตอันซับซ้อน/คุณค่าของศิลปะ-วรรณกรรมยืนยงอยู่ได้ด้วยท่าทีแห่งการงานอันหยั่งรู้ประการนี้/เพราะเพียงแค่การขาดพร่องทางจิตวิญญาณอันน้อยนิดก็จะทำให้คุณค่าของศาสตร์และศิลป์แขนงนี้ต้องถูกลบเลือนไปอย่างไร้เกียรติยศโดยทันที...นั่นหมายถึงว่า ในชั่วชีวิตแห่งอายุไขของการเดินทาง...เราอาจจะพบหนังสือมนุษย์สักเล่มหนึ่งวางอยู่กลางทุ่งหญ้า ในหุบเขาแห่งความดีงามที่หลงเหลือและซ่อนเร้นอยู่บนผิวโลกอันหยาบกระด้าง ปกของมันถูกแดดและฝนกระหน่ำซ้ำเติมจนขาดยุ่ย ภาพปกนั้นซีดเลือนรางจนไม่เห็นแม้แต่ชื่อ...โลกคือห้องสมุดของมนุษย์ เราต่างเป็นหนังสือที่แออัดและกลาดเกลื่อนอยู่ในนั้น...หนังสือที่มีกรรมเป็นผู้แต่ง มีกาลเวลาเป็นบรรณารักษ์ และคนอ่านก็คือมวลมนุษย์ที่เกิดทยอยกันมาอ่าน เพื่อจะเป็นหนังสือที่เก็บไว้ในห้องสมุดมนุษย์ในวันหนึ่งข้างหน้า เก่า ใหม่ ถูกและแพง มีค่าและไร้ค่า...

“วรรณลีลา”..ท่าทีทางวรรณศิลป์.ของชาวศิลปากรมีจุดกำเนิดจากปณิธานเช่นนี้ เป็นความมุ่งหวังตั้งใจอันเที่ยงแท้ต่อการทำงาน...น้ำคำแห่งการสร้างสรรค์ตลอดจนสาระเนื้อหาจากการเขียนทุกประเภททั้งที่เป็น “Fiction” และ “Non-Fiction” /ทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่ง/ล้วนคือพันธกิจที่รองรับไว้ด้วยชีวิตของศิลปะ..กระทั่งบังเกิดเป็นกระแสธารแห่งองค์รวมในความหลากหลายรูปรอยของการแสวงหา.ผ่านนัยสร้างสรรค์แห่งกระบวนการของเรื่องสั้น กวีนิพนธ์ ความเรียง บทละคร บทเพลง บทความวิเคราะห์ ตลอดจนทัศนคติอันแหลมคมนานา/75เรื่องราวที่ถูกเล่าขานผ่าน “ศิษย์แห่งศิลปากร” หลากหลายรุ่นอาทิ..อังคาร กัลยาณพงศ์ สุวรรณี สุคนธา เทพศิริ สุขโสภา สุจิตต์ วงศ์เทศ ขรรค์ชัย บุนปาน เขมานันทะ วาณิช จรุงกิจอนันต์ พิษณุ ศุภนิมิต ช่วง มูลพินิจ ศิเรมอร อุณหธูป เพ็ญ ภัคตะ เงาจันทร์ ปรารถนา รัตนะ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ปริทัศน์ หุตางกูร ไม้หนึ่ง ก.กุนที วรพจน์ พันธ์พงศ์ อนุสรณ์ ติปยานนท์ อุทิศ เหมะมูลฯลฯ/รวมทั้งงานเขียนของนักเขียนที่เป็นดั่งครูผู้สอนสั่งต่อชาวศิลปากร...อย่าง เรืองอุไร กุศลาสัย..เจตนา นาควัชระ ว.วินิจฉัยกุล กุสุมา รักษมณี..และ ชวน หลีกภัย

ในฐานะบรรณาธิการ.ของหนังสือเล่มนี้/..ผมปล่อยให้เรื่องราวต่างๆค่อยๆเล่าขานและพูดจากับผู้อ่านอย่างดิ่งลึก เปิดกว้างและสว่างไสว ด้วยประมวลแห่งจิตสำนึกที่ว่า...แง่งามของชีวิตนั้นจักก่อเกิดขึ้นเสมอ ผ่านเรื่องเล่าอันแสนยาวนานของมวลมนุษย์ เป็นทั้งอุบัติการณ์และประวัติการณ์ของชีวิต.../และ...เนื่องในโอกาสสำคัญต่อการครบรอบ 127 ปีแห่งชาตกาลของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้ง..มหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งจะมีอายุครบ 76 ปีในปีนี้/...การน้อมรำลึกถึงบุคคลและห้วงเวลาอันทรงคุณค่าของพื้นที่ชีวิตใดชีวิตหนึ่ง ด้วยหนังสือแห่งหัวใจและจิตวิญญาณอันพิสุทธิ์ดั่งนี้ ..จึงคือการนบน้อม ...ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง...ที่ทอดยาวออกไปไกล ณ เบื้องหน้า เพื่อบอกกล่าวเรื่องราวของกาลเวลา ด้วยศิลปะแห่งความเป็นชีวิต ด้วยรากฐานแห่งจิตปัญญา และด้วยความอ่อนโยนของความรักในความรัก/เป็นอยู่อย่างนั้นและเป็นไปเช่นนั้นเสมอ...”ศิลปินมีดวงใจอันโชติช่วงสว่าง และความอ่อนโยนลึกซึ้งของแม่..อยู่ภายในความคิดฝันของเขา”