ไม่ว่า ผลจะออกมาในทางไหน แต่สำหรับ "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังคงตัดสินใจเดินหน้าให้มีการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา 152 ตามเดิม ไม่มีการสั่งยกเลิก ตามที่กองเชียร์ข้างพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งคาดว่าจะมีลุ้น

แม้ที่สุดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีมติเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 11ก.ย.ไม่รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยได้

"การถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมือง (Political Issue) ของคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล (Act of Government) ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47(1) ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ ตามมาตรา 46 วรรคสามได้"

ต่อมามีความเห็นจากหลายต่อหลายฝ่าย ออกไปในทิศทางที่เห็นว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นการ "เปิดทาง" ให้กับฝ่ายนิติบัญญัติในการทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะงานนี้ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ ต่างมีแกนนำของพรรคออกมาแสดงความเห็น อย่างชัดเจนว่า เมื่อศาลรัฐธรรนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ จะยิ่งทำให้การใช้เวทีสภาฯ นั้นมีประโยชน์มากขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่า ความเห็นจากฝ่ายสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลย่อมแตกต่างและตรงข้ามกับ พรรคฝ่ายค้านอย่างสิ้นเชิง เพราะมองว่าหากอ่านคำวินิจฉัยให้ถ้วนถี่ ถ่องแท้ ก็จะเข้าใจว่า ประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องของการถวายสัตย์ฯ นั้นจะยุติลงได้แล้ว

และเมื่อชวน ประธานสภาฯ ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะให้มีการประชุมสภาฯเพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 152 ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ต่อไป ประเด็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาสำหรับฝ่ายรัฐบาล ย่อมหมายความว่า ปฏิบัติการชำแหละพล.อ.ประยุทธ์ ไปจนถึง "รัฐมนตรีบางราย"ที่ถูกฝ่ายค้านเตรียมดึงขึ้นเขียง ซักฟอกกันกลางสภาฯ จะต้องมีขึ้นโดยยากจะหลีกเลี่ยง

อย่างน้อยที่สุดในรายของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่กำลังเจอมรสุมมากกว่าใครเพื่อน อีกทั้งยังเป็นประเด็นที่รุนแรง ทั้งกรณีเข้าไปพัวพันคดียาเสพติดจนต้องติดคุกที่ออสเตรเลีย จนมาล่าสุดยังถูกชำแหละต่อด้วยเรื่อง "ปริญญาปลอม" จน "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส" ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ประกาศขอ "จองกฐิน" อภิปราย ร.อ.ธรรมนัส ในวันที่ 18 ก.ย.

ทั้งนั้นทั้งนี้ เมื่อเวทีการซักฟอกได้เปิดขึ้น แม้จะเพียงวันเดียวก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ก็ตามที แต่เชื่อเถอะว่า "7พรรคฝ่ายค้าน"จะใช้เวลาเพื่อ "ถล่ม" รัฐบาล ตั้งแต่ "หัวหน้ารัฐบาล" ไปจนถึง "รัฐมนตรี" ที่อาจจะนอกเหนือไปจาก ร.อ.ธรรมนัส เพื่อหวังปิดท้ายรายการ ก่อนปิดสมัยประชุมฯอย่างดุเดือดและเข้มข้นให้มากที่สุด เท่าที่จะจัดการกันได้ !