“จุรินทร์”เผยผลประชุมอาเซียนและคู่เจรจาคืบหน้าพร้อมจับมือต่อยอดการค้าโต เตรียมนำผลสรุปเสนอกรอบผู้นำเดือน พ.ย.62

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนเปิดเผยว่า การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 51 และการประชุมที่เกี่ยวข้องจะเสร็จสิ้นในวันนี้ ซึ่งเหลือการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจกับประเทศคู่เจรจาแบบแยกเป็นรายประเทศ เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

โดยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนบวก 3 คือ จีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นในช่วงเช้าถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่อาเซียนจะได้คุยกับคู่ค้าสำคัญที่จะต่อยอดมูลค่าทางการค้า จากที่ผ่านมาการส่งออกและนำเข้าทั้ง 3 ประเทศกับอาเซียนยังขยายตัวต่อเนื่องและเป็นโอกาสในการเดินหน้าตามแผนรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกตามเป้าหมายปี 2563 เพื่อให้เกิดความร่วมมือทุกมิติแบบระยะยาว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อยของอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียนบวก 3 รวมทั้งได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานเอกชนในภูมิภาคอย่างสภาธุรกิจเอเชียตะวันออก

ทั้งนี้หากดูด้านการค้าการลงทุนของปี 2560 อาเซียนบวก 3 เพิ่มขึ้นถือว่ามีการขยายมูลค่าทางการค้า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวนที่จะต่อยอดมูลค่าทางการค้าได้ โดยมูลค่าการค้าอาเซียนบวก 3 ปีที่ผ่านกว่า 869 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 6.8 ส่วนด้านการลงทุน การลงทุนอาเซียน-ประเทศบวก 3 มีมูลค่า 37.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 24.5 ของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้าอาเซียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 จากปีก่อน

ขณะที่การหารือในกรอบไทยกับอินเดียนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะขยายกรอบการค้าภายใต้ FTA ระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งปีที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวมากกว่าร้อยละ 20 แต่ในช่วง 7 เดือนของปีนี้ขยายตัวเพียงร้อยละ 4.6 ดังนั้น จึงเห็นว่าทั้ง 2 ประเทศมีโอกาสจะขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีกมาก และระหว่างวันที่ 24-28 ก.ย.นี้จะนำคณะเยือนประเทศอินเดีย เพื่อเร่งสร้างตลาดในอินเดียให้เพิ่มมากขึ้น โดยสินค้าไทยหลายรายการทั้งอาหาร เกษตร เครื่องปรับอากาศและอื่น ๆ ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอินเดียอย่างมาก

นอกจากนี้ในการประชุมกรอบต่างๆที่เกิดขึ้นตลอด 6 วันถือว่าประสบผลสำเร็จและสามารถตกลงตามกรอบต่างๆได้ด้วยดี เมื่อนำข้อสรุปต่าง ๆ เสนอในกรอบผู้นำที่จะมีการประชุมในช่วงเดือนพ.ย.62 เชื่อว่าทุกประเทศจะได้ประโยนช์ทั้งสิ้น รวมถึงประเทศไทยที่จะทำให้สินค้าของไทยสามารถไปขยายตลาดทั้งอาเซียนและกรอบเจรจาต่างๆเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลก แม้จะอยู่ในช่วงชะลอก็ตาม เพราะการค้าระหว่างกันจะมีความสะดวกและรวดเร็ว รวมถึงยังลดปัญหาอุปสรรคระหว่างกันได้อีกด้วย