ศึกเหนือ เสือใต้ที่ประเดประดังเข้ามา จ่อคิวถล่มใส่ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อยู่เบื้องหน้า ยังไม่เท่าความวุ่นวายที่คุกรุ่นอยู่ภายในพรรคพลังประชารัฐ ไปจนถึงการเปิดศึกงัดข้อกันเอง ระหว่าง รัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาล !

ลำพังศึกนอกที่ "7พรรคฝ่ายค้าน" รวมพลังเตรียมลับมีดรอชำแหละ พล.อ.ประยุทธ์ กลางสภาฯ ด้วยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา152 ด้วยประเด็นที่ว่าด้วยการถวายสัตย์ฯ นั้นยังหยิบยกความสุ่มเสี่ยง กระตุกเตือนไม่ให้ส.ส.ฝ่ายค้าน อภิปรายกันจนเกินเลย ก้าวล่วงไปถึง "สถาบัน" เพื่อคุมเชิงฝ่ายค้านได้

แต่ล่าสุดดูเหมือนว่า วาระเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่เดิมถูกพรรคอนาคตใหม่และพรรคเพื่อไทย เดินสายเพื่อเขย่าให้รัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล "อย่าเพิกเฉย" เร่งหันมาหยิบไปเป็นวาระเร่งด่วน

ก็กลับกลายเป็นว่า แรงเขย่าจากพรรคฝ่ายค้าน กำลังทำให้ "พรรคประชาธิปัตย์" ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่ชูประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้หันมา "ออกแอคชั่น" จนเป็นที่มา ทำให้ พรรคพลังประชารัฐ ต้องเริ่มขยับเพื่อ "รับลูก"ไม่เช่นนั้นแล้ว รอยร้าวอาจจะเกิดขึ้นซ้ำซ้อนผสมโรงไปกับที่ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐ เพิ่งเจอกับ ปัญหาความไม่พอใจจาก "10พรรคเล็ก" ที่เรียกร้องตำแหน่ง "ประธานคณะกรรมาธิการฯ" แต่สุดท้าย กลับต้องผิดหวัง

จนร่ำๆว่า พรรคเล็ก กำลังจะออกฤทธิ์ !!

จนเป็นที่มาของ วลีเด็ดที่ "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" มือประสานสิบทิศประจำรัฐบาล ต้องออกโรงเคลียร์ใจ กับแกนนำพรรคเล็ก ก่อนจะจบลงด้วยคำพูดหยิกแกมหยอก ว่าตนเองเปรียบเหมือนฤษีที่ต้องหากล้วยมาเลี้ยงลิง !

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ที่ตามมายังไม่จบลงเพียงแค่การบริหารจัดการความวุ่นวาย ทางการเมืองทั้งในพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ ยังกลายเป็นว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าจับตามองและลุ้นอยู่ทุกเวลาคือการเดินหน้าแก้ไขปัญหาปากท้อง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของรัฐบาล เพื่อเร่งสร้างผลงาน

แต่ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่า ล่าสุด "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าเขาเองไม่ใช่รองนายกฯที่คุมงานด้านเศรษฐกิจทั้งหมด

หากแต่กระทรวงด้านเศรษฐกิจที่อยู่ในมือนั้นมีเพียง 4 กระทรวงเท่านั้น !

เนื่องจากกระทรวงด้านเศรษฐกิจทั้งหมด ได้ถูกแบ่งออกไปอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ละพรรคก็มีรัฐมนตรีของพรรคนั้นๆ ดูแลรับผิดชอบงานของตัวเอง

" ครั้งนี้รัฐบาลไม่มีอำนาจควบคุมนโยบายและกระทรวงด้านเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคร่วม ซึ่งแต่ละพรรคก็มีรองนายกรัฐมนตรีเพื่อดูแลกระทรวงเศรษฐกิจของตัวเอง เพราะเลือกตั้งได้ออกมาแบบนี้ จะให้ทำอย่างไร ทำให้การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจไม่มีเอกภาพ จึงเป็นเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจขึ้นมา โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรวมศูนย์อำนาจในการดูแลด้านเศรษฐกิจ เป็นการหารือร่วมกัน จึงไม่มีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมา"

กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สะท้อนผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อซึ่งดูเหมือนว่า นี่น่าจะเป็นภาพที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุด

ปัญหาที่พัลวัน พันตู ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ เวลานี้จึงไม่ใช่แค่เพียง "7พรรคฝ่ายค้าน" ต้องถล่มกลางสภาฯเท่านั้น แต่ยังมีความวุ่นวายจากการอยู่ร่วมกันระหว่าง พรรคร่วมรัฐบาล เปิดฉากคุกรุ่นกันตั้งแต่ "เรือเหล็ก" เริ่มออกจากท่า อย่างที่เห็น !