การแสวงหาโอกาสจากวิกฤติสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจเมื่อวันที่ 4 กันยายน ได้เห็นชอบแพคเกจเร่งรัดการลงทุนและรองรับการย้ายฐานการผลิตสืบเนื่องจาการผลกระทบสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วยมาตรการต่างๆหลายด้าน เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เพิ่มขึ้นสำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนจริงอย่างน้อย 1,000 ล้านบาท การแก้กฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การอนุญาตให้นักลงทุนนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่เข้าข่าย Advanced Technologyไปลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ มากไปกว่านั้น ครม.เศรษฐกิจยังให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เตรียมจัดหาพื้นที่รองรับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติแต่ละประเทศโดยเฉพาะจีน เกาหลี ไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สัดส่วนของเม็ดเงินการลงทุนที่ไทยคาดว่าจะได้รับในระลอกใหม่อาจอยู่ในระดับที่จำกัดเมื่อเทียบกับระลอกแรก อันเนื่องมาจากข้อได้เปรียบของฐานการลงทุนเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะบรรษัทสัญชาติญี่ปุ่นเริ่มลดทอนบทบาทลง โดยหากพิจารณาจากอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มย้ายหรือกระจายฐานการผลิตระลอกใหม่ อุตสาหกรรมที่ไทยคาดว่าจะได้รับอาจอยู่ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ โทรทัศน์ จอมอนิเตอร์ รวมถึงกลุ่มของเล่น (ยกเว้นการผลิตเกมส์คอนโซล)

ทั้งนี้หากพิจารณาจากอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพดึงดูดจากจีนอาจมีการผลิตบางส่วนไม่ได้ใช้เทคโนโลยีตรงตามอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภทที่ทางการไทยต้องการดึงดูดเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการผลิตและการบริการในไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่แสดงเจตจำนงกระจายการผลิตมาไทยในช่วงนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลควรมีรูปแบบเฉพาะเจาะจงที่ตอบสนองรูปแบบการกระจายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ อันจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวผ่านการกระตุ้นการจ้างงานและการส่งออก อาทิ

การให้สิทธิพิเศษทางภาษีใหม่ในกรณีที่อุตสาหกรรมนั้นไม่ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงการให้สิทธิพิเศษทางภาษีเพิ่มเติมในกรณีที่อุตสาหกรรมดังกล่าวตรงกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

การปรับปรุงสภาวะแวดล้อมการลงทุนให้เอื้อต่อการดึงดูดการลงทุน อาทิ การปฏิรูประบบราชการ หรือการมี Policy sandbox สำหรับการลงทุนในการพัฒนาและรังสรรค์นวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ ในประเทศ

การสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศที่มีศักยภาพในการรองรับการลงทุนในภาคการผลิตที่คาดว่าจะออกจากจีนเพิ่มเติม ในกรณีที่บรรษัทที่ย้ายฐานหรือกระจายการลงทุนเลือกที่จะใช้กลยุทธ์การทำสัญญาจ้างผลิต (Contract manufacturing) แทนการลงทุนใหม่

นอกจากนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังเสนอให้มีกระบวนการดำเนินงานเชิงรุกควบคู่กันไปเพื่อให้การดึงดูดการกระจายการลงทุนออกจากจีนมายังไทยได้ประสิทธิผล โดยอาจเลือกเข้าร่วมเจรจาแผนการย้ายฐานหรือการกระจายการผลิตกับบริษัทแม่ที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมและศักยภาพในการรองรับการลงทุนอย่างไร มีห่วงโซ่อุปทานในระดับไหนที่สามารถตอบสนองความต้องการสายการผลิตผลิตภัณฑ์นั้นๆ อันอาจมีส่วนช่วยให้การตัดสินใจใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในอนาคตแทนจีนเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แพคเกจเร่งรัดการลงทุนและรองรับการย้ายฐานการผลิตสืบเนื่องจาการผลกระทบสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่ผ่านครม.เศรษฐกิจนั้น จะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันอังคารที่ 10 กันยายน 2562 เชื่อว่าจะพิจารณาข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างด้วยเพื่อประคับประคองประเทศไทย ฝ่ากับดักวิกฤติเศรษฐกิจ