เป็นอันว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเปิดอภิรายทั่วไปรัฐบาล โดยไม่มีการลงมติ เรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ไม่มีการชี้แจงที่มาของงบประมาณ ในวันที่ 18 กันยายนนี้

โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ แถลงถึงประเด็นดังกล่าวว่า มีการรายงานในคณะรัฐมนตรีและได้มีมติว่าครม.จะไปตอบญัตติเอง โดยให้เลือกว่าเป็นวันใดวันหนึ่งระหว่างวันที่ 16 หรือ 17 หรือ 18 กันยายน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมครม.ไม่มีข้อถกเถียง หรือแสดงความเห็นใดๆในเรื่องนี้ จึงคาดว่าจะมีการหารือกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ระหว่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายวิษณุรายงานในที่ประชุมครม.ว่า ในช่วงวันที่ 11-12 กันยายนนายกรัฐมนตรีติดภารกิจจึงต้องเลือกเป็นช่วงวันที่ 16 หรือ 17 หรือ 18 กันยายน ทั้งนี้ที่ประชุมไม่มีการพูดคุยกันว่าจะให้เป็นการอภิปรายแบบลับ หรือแบบเปิดเผยขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่ได้กลัวอะไร เพียงแต่การพูดต้องระมัดระวัง

ต้องยอมรับว่า ฝ่ายรัฐบาลสามารถพลิกกลับมาเป็นฝ่ายตั้งกระดาน และกำหนดเกมได้ในศึกอภิปราย เพราะถึงแม้นายกรัฐมนตรี จะบอกว่ามีความพร้อมที่จะเดินทางไปชี้แจงตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.เป็นต้นไป แต่ฟังจากนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าได้หารือกับประธานวุฒิสภาแล้ว เนื่องจากวันที่ 16-17 กันยายน เป็นวันประชุมของวุฒิสภาและ ประธานวุฒิสภายืนยันว่า ส.ว. เองก็มีภารกิจที่จะต้องประชุม ทำให้ ส.ส. ไม่สามารถเปิดอภิปรายในวันดังกล่าวได้ เหลือเพียงวันเดียวคือ วันที่ 18 กันยายน และต้องไม่เกินเที่ยงคืนของวันที่ 18 เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของสมัยประชุม

นั่นเท่ากับเป็นหมากบังคับให้ฝ่ายค้านอภิปรายได้เพียงวันเดียวเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายค้านเองย่อมมีส.ส.ที่จะอภิปรายในประเด็นดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จึงมีเสียงจากนายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน เพราะเป็นการกดดันและจำกัดการอภิปรายมากเกินไป ควรกำหนดวันให้มีความยืดหยุ่นมากกว่านี้

ขณะที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า คิดว่าอาจจะเป็นความตั้งใจของรัฐบาล ความจริงรัฐบาลมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ควรจะให้เกียรติสภาผู้แทนราษฎร อย่าคิดมาชิงไหวชิงพริบกัน ยิ่งเปิดให้อภิปรายประชุมในสภาฯ ได้มากเท่าใด ก็จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาล เพราะในวันนั้นตนได้เตรียมวิธีแก้ไขให้รัฐบาลด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาก็คือ การเข้าประชุมสภาฯ และตอบคำถามฝ่ายค้านด้วยตนเองของนายกรัฐมนตรี ตามวิถีทางประชาธิปไตย หลังจากที่นายกรัฐมนตรี เคยชิมลางไปแล้วในการแถลงนโยบายรัฐบาล แต่ในญัตตินี้ ที่นายกรัฐมนตรีเอง กล่าวว่า ต้องระมัดระวังในการพูดเรื่องต่างๆ ซึ่งทุกคนต้องรับผิดชอบในคำพูดของตัวเอง เพราะวันนี้เรื่องอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะพูดชี้นำไม่ได้

กระนั้น นอกจากเหตุผลที่ดีในการตอบคำถามฝ่ายค้านแล้ว ที่ผ่านมาจุดอ่อนของนายกรัฐมนตรีในการแถลงนโยบายรัฐบาลมีอะไร เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องกลับไปศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการพูดเร็วเกินไปทำให้เสี่ยงต่อความผิดพลาดและรายละเอียดตกหล่น ที่สำคัญคือการควบคุมอารมณ์จากฝ่ายค้านที่ยั่วยุ หากสามารถกำจัดจุดอ่อนได้ ศึกอภิปรายที่มีนายกรัฐมนตรีตกเป็นเป้าอาจพลิกสถานการณ์กลับมาได้เปรียบทางการเมืองได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีเอง