ใครสมควรจะได้เป็น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป

ต่างประเทศ16 มิ.ย. 2566 • 23:00 น.
ใครสมควรจะได้เป็น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ในฐานะที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจ ฉะนั้นหากเราพอจะวิเคราะห์และคาดการณ์ว่า ใครอยู่ในเกณฑ์และมีแนวโน้มจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯคนต่อไปในปีค.ศ. 2024 ก็ย่อมจะทำให้เราสามารถปรับตัวได้ไม่มากก็น้อยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง และด้านการต่างประเทศที่จะมีต่อสหรัฐอเมริกา

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯคนต่อไปนั้นจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน ปีค.ศ.2024 แต่ขณะนี้นักพนันส่วนใหญ่ต่างลงความเห็นว่า “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” เป็นตัวเก็งที่มีแต้มเป็นต่อมีส่วนจะได้รับเลือกอีกหนึ่งสมัย!!!

แต่อย่างไรก็ตามการเมืองของสหรัฐฯไม่แน่ไม่นอนมีภาวะผันผวนอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” สอบตกการเลือกตั้งไปเมื่อสองปีก่อน โดยที่เขาไม่ยอมทำใจรับการพ่ายแพ้ ทั้งๆที่ทราบล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

จะเห็นได้ว่าอดีตประธานาธิบดีทรัมป์พยายามงัดเอากลเม็ดต่างๆออกมาใช้ เพื่อหวังจะพลิกโผการเลือกตั้ง แต่กลับประสบกับความล้มเหลวแทบทุกครั้ง

ทั้งๆที่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของพรรครีพับลิกันทั่วประเทศต่างก็ออกมาแถลงในแนวทางเดียวกันว่า “การเลือกตั้งเมื่อครั้งที่ผ่านมานั้น ถือเป็นการเลือกตั้งที่เป็นไปด้วยความราบรื่นสมบูรณ์แบบ และ ยุติธรรมที่สุด ซึ่งข้อกล่าวหาที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาประกาศป่าวร้องว่า มีการโกงเลือกตั้งไม่มีมูลความจริง”

“ศาสตราจารย์อะแลน ลิชต์แมน” นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเรืองนามคนหนึ่งของสหรัฐฯ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำนายผลการเลือกตั้งประธาธิบดีสหรัฐฯได้อย่างแม่นยำเต็มร้อยทุกๆครั้งตั้งแต่ปีค.ศ. 1982 เป็นต้นมา  

แม้กระทั่งในการเลือกตั้งเมื่อปีค.ศ. 2016 ที่บรรดาสำนักโพลต่างๆต่างคาดการณ์กันว่า “ฮิลลารี คลินตัน” คงจะได้รับชับชนะในการเลือกตั้งและได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสุภาพสตรีของสหรัฐฯเป็นคนแรกก็ตาม แต่กลับปรากฏว่าศาสตราจารย์ดร.ลิชต์แมน กลับทำนายตรงกันข้ามกับบรรดาสำนักหยั่งเสียง เพราะเขาออกมาทำนายว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้รับเลือก ซึ่งก็แม่นยำดั่งองค์เทพสามตามาดลใจ จนโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเขียนจดหมายไปกล่าวคำขอบคุณต่อศาสตราจารย์ลิชต์แมนอีกด้วย

และในทำนองเดียวกันดร.ลิชต์แมน ก็ยังทำนายได้อย่างถูกต้องตรงเป๊ะว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพ่ายแพ้ และโจ ไบเดน จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไป”

ทั้งนี้ศาสตราจารย์ดร.ลิชต์แมน ได้ออกมาอธิบายถึงข้อกล่าวหาที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมากล่าวอ้างว่า มีการฉ้อฉลโกงการเลือกตั้งหลังจากที่ตนเองประสบกับความพ่ายแพ้ว่า เป็นเรื่องเท็จ ไม่มีมูลความจริง และไม่มีน้ำใจนักกีฬายอมรับต่อผลการพ่ายแพ้ นับว่าเป็นตัวอันตรายต่อรากฐานระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นเช่นนี้ในแวดวงการเมืองของสหรัฐฯมาก่อนเลย!!!

ในหนังสือของดร.ลิชต์แมน ที่เขียนเกี่ยวกับคดีปลดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกจากตำแหน่ง ที่หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “The Case for Impeachment” ในบทที่ 5 หน้า 87 ท่านได้เขียนเอาไว้ว่า “การโกหกของประธานาธิบดีทรัมป์ถือเป็นการทรยศต่อประเทศชาติ ทำนองเดียวกับที่ “ประธานาธิบดีบิล คลินตัน” ให้การมดเท็จเมื่อปีค.ศ. 1998 กรณีอื้อฉาวที่เข้าไปมีเพศสัมพันธ์กับอดีตนักศึกษาสาว “โมนิกา ลูวินสกี” และทำนองเดียวกันกับกรณีวอร์เตอร์เกตของ “ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน” นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีการที่ “ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช” ออกมาปรุงแต่งปั้นเรื่องว่า อิรักมีอาวุธร้ายแรง” โดยศาสตราจารย์ดร.ลิชต์แมน  เขียนลงในหนังสือว่า “รู้สึกประหลาดใจที่เพราะเหตุใดครั้งนั้น ประธานสภาฯแนนซี เพโลซี มิยอมดำเนินการปลดประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช ออกจากตำแหน่ง”

ในหนังสือหน้า 88 ของหนังสือ “The Case for Impeachment” ท่านได้อธิบายกรณีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่า “ประธานาธิบดีผู้นี้มีประวัติการโกหกมาเกือบตลอดทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการโกหกทางด้านประกอบธุรกิจ ด้านการต่อสู้คดีมาแล้วนับพันๆคดี” โดยศาสตราจารย์ดร.ลิชต์แมน  ได้เขียนลงในหนังสือว่า “อดีตประธานาธิบดีทรัมป์คงจะไม่เปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรม และคงจะตั้งหน้าตั้งตาโกหกต่อไป ถึงแม้ว่าจะกล่าวคำสาบานเอาไว้ว่า จะพูดแต่ความจริงก็ตาม”

ล่าสุดนี้ “อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรจอห์น โบห์เนอร์” ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองอีกท่านหนึ่งของค่ายพรรครีพับลิกันได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ช่องซีบีเอส เมื่อวันศุกร์ที่แล้วว่า “ถึงเวลาแล้วที่พรรครีพับลิกันจะต้องเดินหน้าต่อไป และข้าพเจ้าขอเปิดใจพูดตรงๆเลยว่า พวกเราในพรรคควรจะถอยห่างออกจากอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ เสียที ” ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าอดีตประธานสภาฯได้ผันตัวถอยห่างออกจากประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ผู้ชุมนุมแห่แหนเข้าโจมตีรัฐสภาของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

ตามมาด้วย “อดีตผู้ว่าฯคริส คริสตี” แห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์นานสองสมัย และยังเคยมีตำแหน่งเป็นอัยการของรัฐบาลกลาง และเคยลงแข่งขันเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อเจ็ดปีก่อน ซึ่งเขาเป็นคนแรกในบรรดาผู้เข้าแข่งขันที่ได้ออกมาประกาศสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ แต่หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์พ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.2021 แถมยังไม่ยอมรับการพ่ายแพ้ ก็ปรากฏว่า ทั้งคู่ต่างหันหลังแยกวงคอนเวิร์สทางใครทางมัน!!!

และเมื่อวันอังคารที่แล้วผู้ว่าฯคริสตี ก็ได้ออกมาประกาศตัวลงสมัครแข่งขันการเป็นตัวแทนของพรรคกับอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ในการเลือกตั้งปี 2024  โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นว่า “คนอเมริกันผู้ที่มีสิทธิมีเสียงควรจะวิเคราะห์และเล็งเห็นถึงพฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าเป็นคนที่ขาดความรับผิดชอบ”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้ว่าฯคริสตี ได้ออกเดินทางไปหาเสียงที่ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ เขาก็ได้กล่าวว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นนักฉวยโอกาส เป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวนฉุนเฉียวขี้โมโห แถมยังเป็นคนขี้โม้ และขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีประสบแต่ความล้มเหลว”

ผู้ว่าฯคริส คริสตี วัย 60 ปี ได้ประกาศว่า  ข้าพเจ้าพร้อม และเต็มใจที่จะกล่าวโจมตีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แม้จะเคยเป็นเพื่อนเก่ากันก็ตาม และนอกเหนือจากนั้นผู้ว่าฯคริสตี้ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เหมาะสมที่จะกลับไปทำเนียบขาวอีกต่อไป  สืบเนื่องจากการที่เข้าไปอยู่เบื้องหลังยุยงชักใยให้ฝูงชนเข้าไปโจมตีรัฐสภานั่นเอง”

โดยตอนหนึ่งผู้ว่าฯคริสตียังได้กล่าวว่า “อดีตประธานาธิบดีทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกตั้งข้อหาและกำลังจะเผชิญต่อการถูกฟ้องร้องเพิ่มเติมในคดีอื่นๆอีกมากมาย”

อนึ่งผู้ว่าฯคริสตี ยังกล่าวเสริมเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า “ข้าพเจ้าทราบดีว่า ตนเองถนัดอะไร ข้าพเจ้ารู้วิธีโต้แย้ง และ ข้าพเจ้ารู้ว่าทั้งหมดจะลงเอยเช่นไร ซึ่งหมายความว่า พวกเราจะไม่ต้องกลัวอดีตประธานาธิบดีทรัมป์อีกต่อไปแล้ว”!!!

มองๆไปแล้วโอกาสที่ผู้ว่าฯคริสตีจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน ดูเหมือนช่างแสนจะห่างไกล เนื่องมาจากเขาตัดสินใจประกาศลงแข่งขันเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีค่อนข้างล่าช้าและขาดเม็ดเงินสนับสนุน แต่ดูเหมือนว่าการที่เขามีความมุ่งมั่นเข้ามาลงแข่งขันในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการที่จะมาโต้วาทีทำลายล้างอิทธิพลที่มีอยู่ในพรรครีพับลิกันของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ให้หมดสิ้นไปนั่นเอง!!!

อย่างไรก็ตามแม้ว่าอดีตประธานาธิบดีทรัมป์จะโดนฟ้องร้องในนครนิวยอร์กถึง 34 กระทง และยังปรากฏอีกว่า เมื่อวันศุกร์ที่แล้วเขาก็ยังต้องเผชิญกับความผิดทางอาญาจากรัฐบาลกลางแถมเพิ่มอีก 37 กระทง ในข้อหาที่เอาเอกสารลับสุดยอดกว่า 300 ฉบับ ที่ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์กับต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของทหารและแหล่งข่าวที่เป็นความลับด้วย ที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์นำเอาไปเก็บไว้ที่บ้านพักมาร์-อา-ลาโก  รัฐฟลอริด้า

กล่าวโดยสรุปทั้งนั้นและทั้งนั้นเมื่อวันอังคารที่ 13 มิถุนายน 2023 หลังจากที่ “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”ปรากฏตัวในศาลรัฐบาลกลางไมอามี รัฐฟลอริด้า ที่เขาต้องเดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหาทางคดีอาญา 31 กระทง เกี่ยวกับพระราชบัญญัติจารกรรม ปรากฏว่าวันนั้นบรรดาอดีตพันธมิตรเก่าของเขาที่เคยรักกันแบบสนิทสนมดูดดื่ม อาทิเช่น “มิชท์ แม็คคอนเนลล์”ผู้นำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาหรือแม้กระทั่ง “อดีตผู้ว่าฯนิกกี้ เฮลีย์” แห่งรัฐเซาท์แคโรไลนาที่คาดว่าจะอยู่ในตำแหน่งรองประธานาธิบดีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะนี้ต่างแสดงท่าทีเฉยเมยหันหลังตีตัวออกห่าง เท่ากับว่าทางเดินในแวดวงการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์คงจะอยู่ห่างออกไปแบบแสนยาวไกลทุกทีทุกทีละครับ