พญามังกรกำลังผงาดกล้าท้าทาย พญาอินทรีทางน่านน้ำ
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
นับตั้งแต่ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว เขาได้ประกาศกร้าวแสดงความท้าทายต่อจีนว่า นโยบายของเขาจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” และเขาก็จะเร่งรุดทำงานร่วมกับชาติพันธมิตร เพื่อกดดันจีนในทุกๆรูปแบบ
อีกทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่จีนลงทุนจำนวนมหาศาลในด้านพลังงาน โครงสร้างขั้นพื้นฐานและเทคโนโลยี เพื่อหวังให้ตนเองก้าวแซงขึ้นหน้าสหรัฐฯนั่นเอง!!!
โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้ให้คำมั่นสัญญาว่า “สหรัฐฯจะไม่ยอมเป็นสองรองจีน และสหรัฐฯก็จะเป็นมหาอำนาจในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยสหรัฐฯจะส่งกองทัพเรือเข้าไปในเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งจะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟนกับออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวต่อไปอีกว่า “โลกเสรี” จะต้องรวมตัวกันเพื่อเผชิญกับความรุดหน้าทางด้านเทคโนโลยีของจีน
นอกจากนั้นแล้วประธานาธิบดีโจ ไบเดนยังได้กล่าวเสริมว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความร่วมมือต่อกันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตราบใดที่ทั้งสองประเทศกำลังแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ ด้านอาวุธนิวเคลียร์ และด้านวัฒนธรรม”
อนึ่งจากประสบการณ์ครั้งที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังอยู่ในตำแหน่งรองประธานาธิบดีในสมัยของ “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา”เขาจึงเข้าใจค่อนข้างลึกซึ้งถึงการเป็นผู้นำของ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง”
นอกจากนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดนยังได้โอ้อวดต่อไปอีกว่า “ครั้งที่ข้าพเจ้ายังดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก ข้าพเจ้าเคยสนับสนุนให้จีนเป็นสมาชิกองค์การค้าโลกเมื่อปีค.ศ. 2001 และเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามาข้าพเจ้าก็ยังร่วมสนับสนุนให้จีนเข้าไปเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) อีกด้วย” โดยเขาอ้างว่า เมื่อจีนเข้าไปมีหุ้นส่วนในภาคพื้นแปซิฟิกแล้ว ก็จะทำให้สหรัฐฯสามารถตรวจสอบอิทธิพลในภูมิภาคนี้ได้ง่ายขึ้น
อนึ่ง “เจค ซัลลิแวน” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยเขาผู้นี้เคยเป็นรองผู้ช่วยของ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และยังเคยเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติตั้งแต่สมัยที่โจ ไบเดนรับตำแหน่งรองประธานาธิบดี ระหว่างปีค.ศ.2013-2014 มาโดยตลอด โดยซัลลิแวนเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนนโยบายที่กระทรวงต่างประเทศระหว่างปีค.ศ.2011-2013 เพราะฉะนั้นเขาจึงเข้าใจถึงความทะเยอทะยานของจีนที่ต้องการจะเป็นใหญ่ครอบงำโลกได้เป็นอย่างดี!!!
ทั้งนี้เจค ซัลลิแวน ได้เขียนบทความลงใน Foreign Affairs เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2020 โดยมีเนื้อหาบางส่วนบางตอนว่า “เมื่อปีค.ศ.2014 – ปีค.ศ.2018ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีโครงการที่จะจัดสร้างเรือรบให้แก่กองทัพเรือออกสู่ทะเลเพื่อจะครอบครองและขยายอำนาจทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านการทหาร”
และในที่สุดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2022 นี้จีนเปิดตัวเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ที่มีชื่อว่า “ฝูเจี้ยน” ตามชื่อมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3ของจีน การออกแบบและสร้างขึ้นภายในประเทศจีนทั้งหมด โดยเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้มีความยาวถึง 300 เมตร
การเปิดตัวเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ได้บ่งบอกถึงความทะเยอทะยานต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจทางด้านการทหารของจีนในเขตน่านน้ำทะเลก้าวไปเข้าสู่ระดับโลก ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ขณะนี้จีนมีความพร้อมที่จะแข่งขันกับสหรัฐฯ และนับเป็นการท้าทายต่อสหรัฐฯโดยตรง จริงอยู่ที่ถึงแม้ว่าขณะนี้จีนมีเรือบรรทุกขนาดใหญ่เพียงลำเดียวก็ตาม และจีนก็คงจะไม่สามารถครอบครองความเป็นใหญ่ในน่านน้ำด้วยเรือเพียงลำเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นเพียงจุดสตาร์ตเริ่มต้นที่จะก้าวไปข้างหน้าของจีนที่น่าระมัดระวังจับตามอง!!!
และยังเป็นที่น่าสนใจอีกเช่นกันว่า ขณะนี้จีนขยับก้าวเข้าไปเร่งลงทุนในประเทศตามหมู่เกาะแปซิฟิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจาก 900 ล้านดอลลาร์ในปีค.ศ.2013 เพิ่มขึ้นเป็น 4.5 พันล้านดอลลาร์ในปีค.ศ. 2018 ซึ่งเพิ่มมากขึ้นถึง 400% นอกเหนือจากนั้นจีนก็ยังมีความสนใจอย่างมากทางด้านการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การก่อสร้างท่าเรือ
และขณะนี้ยังเห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดว่า ในอดีตที่ผ่านมาหมู่เกาะในแถบทวีปแปซิฟิกอาทิเช่น หมู่เกาะมาร์แชลล์ นาอูรู ปาเลา ตูวาลู หมู่เกาะโซโลมอน และหมู่เกาะคิริบาส เคยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับไต้หวัน แต่ตอนนี้แปรผันหันไปสร้างความสัมพันธ์ต่อพญาอินทรีแทน!!!
และทันทีที่จีนออกมาประกาศข้อตกลงด้านความมั่นคงฉบับใหม่ระหว่างจีนกับหมู่เกาะโซโลมอน ปรากฏว่าได้สร้างความตื่นตระหนกต่อสหรัฐฯ แคนเบอร์รา และเมืองหลวงอื่นๆในแถบอินโด-แปซิฟิก โดยประเทศต่างๆเกรงว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเปิดประตูนำกองทัพของจีนเข้าไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ โดยจีนอาจจะไปตั้งฐานทัพทหารในประเทศต่างๆตามหมู่เกาะก็เป็นไปได้
และยังมีโจทย์ที่สหรัฐฯยังคงมีความกังวลมากที่สุดนั่นก็คือ จะนำจีนไปสู่การแทรกแซงหรือไม่? แต่ที่แน่นอนก็คือ หากจีนทำข้อตกลงด้านความมั่นคงกับหมู่เกาะโซโลมอนเรือรบของจีนก็คงจะต้องไปตั้งฐานอยู่ที่นั่นแน่นอน
สำหรับบทบาทของสหรัฐฯในภูมิภาคนี้ปรากฏว่า ขณะนี้สหรัฐฯมีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่ง โดยมีบุคลากรทางทหารและพลเรือนประมาณ 375,000 นาย เครื่องบิน 2,460 ลำ และเรือเดินสมุทร 200 ลำ
ในภาพรวมแล้วดูเหมือนว่า ขณะนี้จีนใช้วิธีการต่างๆนาๆเพื่อแสวงหาอิทธิพลทางภูมิศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกาในแถบทวีปแปซิฟิกด้านตะวันตก รวมทั้งจีนยังวางตำแหน่งตัวเองเพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกในวงกว้างอีกด้วย
และหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ยังได้รายงานข่าวเมื่อเร็วๆนี้ว่า ขณะนี้จีนกำลังเร่งรุดที่จะสร้างฐานทัพในประเทศกัมพูชาอีกด้วย
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ในทางกลับกันว่ารัสเซียไม่เคยออกมาวางตัวประกาศตนเป็นคู่แข่งความเป็นผู้นำทั้งทางด้านเศรษฐกิจและในทุกๆด้านต่อนานาประเทศเลย
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นดูเหมือนว่าขณะนี้ประเทศจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังทะยานอยากต้องการที่จะเป็นพญามังกรมหาอำนาจครอบครองโลก และเมื่อใดก็ตามที่จีนมีความแข็งแกร่งทั้งทางด้านทหารและทางด้านเทคโนโลยีมากเหนือกว่าสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้สหรัฐฯกำลังครองความเป็นพญาอินทรีมหาอำนาจเบอร์1ของโลกแล้วละก็ เมื่อนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดนและประธานาธิบดีคนต่อๆไปของสหรัฐฯก็คงจะหนักใจไม่น้อยทีเดียวเลยละครับ