ศึกมหาอำนาจระหว่าง “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” VS “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน”

ต่างประเทศ14 ก.ค. 2566 • 16:15 น.
ศึกมหาอำนาจระหว่าง “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” VS “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน”

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าขณะนี้สงครามยูเครนยืดเยื้อเป็นเวลานานกว่า 500 วันแล้ว และปรากฏว่าสงความได้ยกระดับสร้างความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น โดยขณะนี้สหรัฐฯเป็นฝ่ายรุกและฝ่ายรัสเซียกลับเป็นฝ่ายตั้งรับ

และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ได้ออกเดินทางไปยังประเทศในแถบทวีปยุโรปเป็นเวลาห้าวัน โดยจุดแรกที่เขาได้ เดินทางเข้าเยือนก็คือ ประเทศอังกฤษ เพื่อเข้าเฝ้า “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3”จากนั้นก็จะเข้าพบปะกับ “นายกรัฐมนตรี ริชี ซูแน็ก” แห่งอังกฤษด้วยเช่นกัน

ต่อจากนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็จะออกเดินทางเพื่อเข้าร่วม “การประชุมสุดยอดนาโต” ที่ประเทศลิทัวเนีย ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากประเทศยูเครนไม่กี่ร้อยไมล์ เพื่อเรียกร้องให้สมาชิกนาโตสนับสนุนยูเครนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยเขาได้กล่าวเน้นว่า “จำเป็นอย่างยิ่งที่ยูเครนจะต้องมีอาวุธอย่างเพียงพอ” โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯและบรรดาชาติพันธมิตรจะสนับสนุนยูเครนจนถึงที่สุด

และในวันเปิดประชุมสุดยอดของนาโต ปรากฏว่านาโตก็ได้อนุมัติให้สวีเดนเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ในองค์กรอีกประเทศหนึ่งที่ทำให้ตุรเคียเปลี่ยนใจจากเคยคัดค้านแต่กลับมาสนับสนุน เท่ากับเป็นชัยชนะทางการทูตของประธานาธิบดีโจ ไบเดนอีกขั้นหนึ่งด้วย

ต่อจากนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ได้ออกเดินทางต่อไปยังประเทศฟินแลนด์ เข้าร่วม “การประชุมสุดยอดรัฐบอลติก” เพื่อต้อนรับการที่ประเทศฟินแลนด์เป็นสมาชิกขององค์การนาโต

โดยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกมาแถลงว่า สหรัฐฯจะมอบ “คลัสเตอร์บอมบ์” ไปให้แก่ยูเครน!!

ทั้งนี้คลัสเตอร์บอมบ์เป็นระเบิดที่บรรจุลูกระเบิดขนาดเล็กๆไว้ภายในเป็นจำนวนมาก ที่สามารถใช้ทิ้งลงจากเครื่องบิน หรือยิงโดยปืนใหญ่จากพื้นที่เป้าหมายในวงกว้าง โดยคลัสเตอร์บอมบ์จะระเบิดกลางอากาศและกระจายเป็นวงกว้าง

จากมุมมองด้านการทหาร “คลัสเตอร์บอมบ์” ถือเป็นอาวุธที่ร้ายแรง มีประสิทธิภาพน่ากลัว  และใช้สำหรับโจมตีกองทหารราบ ที่ประจำการอยู่ในสนามเพลาะหรือหลุมที่ถูกขุดเพื่อเป็นที่มั่นในการต่อสู้ ตลอดไปถึงทหารที่ตั้งมั่นอยู่ประจำตามป้อมค่ายต่างๆอีกด้วย!!!

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของ Human Rights Watch ซึ่งเป็นองค์กรคลังข้อมูลที่ไม่หวังผลกำไรได้ออกเปิดเผยว่า ในช่วงหกเดือนแรกของสงครามยูเครน รัสเซียใช้คลัสเตอร์บอมบ์คร่าชีวิตพลเรือนยูเครนไปแล้ว 689 ราย

ทั้งนี้จากการประเมินของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปรากฏออกมาว่า “คลัสเตอร์บอมบ์” มีอัตราการด้านไม่สามารถระเบิดได้แค่เพียง 3% และในกรณีที่ไม่ระเบิด อาวุธชนิดนี้ก็จะมีลักษณะเหมือนของเล่นที่มีขนาดเล็ก แต่หลังจากที่ตกค้างอยู่บนพื้นดิน ก็อาจจะระเบิดได้ในภายหลัง หากใครเกิดหยิบหรือใครเกิดไปเหยียบ และหากเกิดเรื่องเช่นนั้นจริงๆ ก็จะมีผลทำให้ผู้บริสุทธิ์ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ขณะที่ทำกิจกรรมประจำวัน หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆที่วิ่งเล่นแล้วไปเจอหรือเกิดไปเหยียบก็อาจจะถูกลูกระเบิดจนต้องเสียชีวิตลงอย่างมากมายมหาศาลแน่นอน

ทั้งนี้เมื่อปีค.ศ. 2008 นานาประเทศกว่า 120 ประเทศ ได้ลงนามในอนุสัญญา (Convention on Cluster Munitions) ห้ามใช้ ห้ามผลิต ห้ามถ่ายโอนและห้ามสะสมอาวุธต้องห้ามที่แสนร้ายแรงชนิดนี้!!!

ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนวิ่งรอกทางการทูต อยู่นั้น ปรากฏว่าประธานาธิบดีปูตินคงนิ่งเงียบหมกมุ่นอยู่ในเคลมลินไม่ออกมาแสดงท่าทีใดๆ และดูเหมือนว่าบารมีของเขาเริ่มจะลดน้อยถอยลง แต่การที่ประธานาธิบดีปูตินได้พบปะกับ“เยฟเกนี พริโกซิน” ผู้นำของกองทัพ “นักรบรับจ้างวากเนอร์” เมื่อวันจันทร์เป็นเวลาถึงสามชั่วโมงแต่ก็ยังคงเป็นปริศนาว่าทั้งสองคนนี้พูดคุยเจรจาตกลงอะไรกัน

แต่อย่างไรก็ตาม“เยฟเกนี พริโกซิน”ก็อาจจะยังคงเป็นหอกข้างแคร่และยังเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประธานาธิบดีปูตินไปแล้วโดยปริยาย

อนึ่งเมื่อวันที่ 6 และวันที่ 7 กรกฎาคม 2023ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้รายงานพร้อมด้วยภาพประกอบว่า มีเต็นท์ทหารหลายร้อยหลังตั้งเรียงรายอยู่ที่ประเทศเบลารุส ดูประหนึ่งว่าเต็นท์เหล่านั้นถูกจัดเตรียมเอาไว้ต้อนรับกลุ่มนักรบรับจ้างวากเนอร์ แต่กลับว่างเปล่าเหมือนจัดเอาไว้เก้อ (ข้อมูลจาก No Wagner GroupHere: Riddles Grow as Belarus: New York Times, July 7, 2023 และจาก “Prigozhin Is Said to Be in Russia, as Wagner Mystery Deepens” New York Times, July 6, 2023)                       

โดยต่อมา “ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก”แห่งประเทศเบลารุส ได้ออกมากล่าวถ้อยแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายนนี้ว่า “เยฟเกนี พริโกซิน ผู้นำของนักรบจ้างและเหล่าบรรดานักรบของเขายังคงพำนักอยู่ในรัสเซียลักษณะพักร้อน จนกระทั่งถึงเดือนสิงหาคม”เท่ากับว่าขณะนี้นักรบรับจ้างของกองทัพวากเนอร์กว่าห้าหมื่นคนมิได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองทัพรัสเซียสู้รบในยูเครนอีกต่อไปแล้ว ซึ่งอาจจะสืบเนื่องมาจากเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ที่ยากเกินจะประสานระหว่างเยฟเกนี พริโกซินกับประธานาธิบดีปูติน!!!

คราวนี้ลองหันมาเปรียบเทียบจำนวนรถถังของรัสเซียและของยูเครนกันดูบ้าง จากข้อมูลของสำนักข่าวบลูมเบอร์ก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2023 ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ยูเครนมีจำนวนของรถถังประจัญบานมากกว่ารัสเซีย

และจากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันยูเครนมีจำนวนรถถังประจำการอยู่ที่ 1,500 คัน เทียบกับรัสเซียที่ขณะนี้มีอยู่ราว 1,400 คัน และเมื่อเริ่มสงครามยูเครน ขณะนั้นรัสเซียมีรถถัง 3,417 คัน แต่ยูเครนขณะนี้มีแค่เพียง 987 คัน

และจากรายงานของ The Military Balance for 2023 ได้รายงานว่า ยูเครนได้รับรถถังเพิ่มขึ้นอีก 471 คัน และจะมีมาเพิ่มที่กำลังรอส่งมอบอีก 286 คัน

และระหว่างการทำสงคราม ปรากฏว่ายูเครนสูญเสียรถถังไปแล้ว 558 คัน แต่สามารถยึดเอารถถังของกองทัพรัสเซียมาครอบครองได้ถึง 546 คัน!!!

นอกจากนั้นข้อมูลของ Oryx ได้ประเมินว่าขณะนี้รัสเซียสูญเสียรถถังไปแล้วถึง 2,091 คัน

และในขณะที่สงครามยูเครนกำลังดำเนินอยู่นั้น การเมืองของโลกได้แบ่งออกเป็นสองขั้วใหญ่ๆ นั่นก็คือ ขั้วทางฝั่งค่ายตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯและมี “องค์การนาโต”เข้าร่วมด้วย ส่วนขั้วฝั่งค่ายตะวันออกก็จะมีรัสเซียและจีนเป็นแกนนำ แถมยังมี “องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้” เข้าร่วมด้วย ซึ่งองค์การนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2001  โดยมีจีน อินเดีย รัสเซีย ปากีสถาน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน และยังมีอิหร่าน ที่เพิ่งจะเข้าร่วมด้วย  และเมื่อคิดเป็นจำนวนประชากรของประเทศสมาชิกในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ทั้งหมดนี้รวมกันแล้วถือเป็น 40% ของจำนวนประชากรทั้งหมดบนโลก ซึ่งถือว่าองค์การนี้เป็นบล็อกสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศเลยทีเดียว

หากเปรียบเทียบท่าทีของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กับ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯทุกๆคนที่ติดต่อกับประธานาธิบดีปูตินในรอบ 23 ปี นับว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังจะเห็นว่าในการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดนกับประธานาธิบดีปูติน ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2021ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้กล่าวถึงประธานาธิบดีปูตินว่า “ท่านเป็นคนโหดร้ายไม่มีมนุษยธรรมและเป็นคนไม่มีหัวใจเลยแม้แต่น้อย”  และประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังได้กล่าวเตือนถึงประธานาธิบดีปูตินเพิ่มเติมอีกว่า “โปรดอย่าบุกยูเครน และหากเกิดขึ้นสหรัฐฯจะตอบโต้ทันทีและจะสร้างความเสียหายให้กับรัสเซียอย่างมหาศาล” (Biden-Putun Summit: US and Russian leaders meet for tense Geneva talks, BBC News, 16 June, 2021; & Putin Biden Summit in Geneva 2021, CNBC June          16, 2021)

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นสงครามยูเครนนับได้ว่ามีผลทำให้ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” และ “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน” ผู้นำของสองประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ เกิดการขัดแย้งกันอย่างหนักทั้งทางด้านอุดมการณ์และด้านวิสัยทัศน์ โดยที่ผ่านมานับตั้งแต่ยุคสมัยของ “อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน”, “อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุช” และ “อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา” ต่างเป็นฝ่ายรับไม่สามารถเอาชนะเล่ห์เหลี่ยมของประธานาธิบดีปูตินได้เลย แต่ดูเหมือนว่าจะมีแค่เพียง “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” เท่านั้นที่นับเป็นพันธมิตรอันดี เพราะเขามักจะอ่อนข้อให้กับประธานาปูตินอยู่ตลอดเวลา ส่วนประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านต่างประเทศติดต่อกันมายาวนานกว่าห้าสิบปี และมีความมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่อต้องการจะเอาชนะเกมการเมืองของประธานาธิบดีปูติน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายน่าจับตามองว่าใครจะเป็นผู้ชิงชัย ที่เราและทั่วโลกจะต้องเฝ้าติดตามตอนต่อๆไปกันเรื่อยๆละครับ