สี่อดีตประธานาธิบดีชูธงต่อต้านเผด็จการ

ต่างประเทศ6 ม.ค. 2566 • 16:00 น.
สี่อดีตประธานาธิบดีชูธงต่อต้านเผด็จการ

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์  เศรษฐช่วย

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ระยะเวลาเพียงแค่สองปีภายหลังที่ “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์  ทรัมป์”พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้แก่ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” แต่ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ทำใจยอมแพ้พยายามเดินกลยุทธ์ต่างๆด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยมอันแสนแพรวพราว เพื่อต้องการจะพลิกผลการเลือกตั้ง แถมต้องการจะสร้างระบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ

โดยจุดเริ่มต้นที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการกระทำรัฐประหาร เพื่อให้ตนเองได้กลับเข้ามาครองอยู่ในอำนาจนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021

โดยมีฝูงชนประมาณสองหมื่นคนกระเหี้ยนกระหือรือบุกเข้าสู่รัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องและกดดันให้ “อดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์” ขณะที่กำลังประชุมสภาทำการรับรองต่อโจ ไบเดนให้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่

แต่เรื่องราวกลับปรากฏขึ้นภายหลังว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขึ้นไปปลุกระดมต่อฝูงชนว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการโกง แต่ถ้าหากพวกคุณยอมรับ พวกคุณก็จะไม่มีที่ให้ยืนอยู่ในประเทศสหรัฐฯนี้อีกต่อไป”

โดยหนังสือพิมพ์ลอสแอนเจลิสไทมส์ได้รายงานสถานการณ์นาทีวิกฤติที่ฝูงชนนับหมื่นกำลังจะบุกเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยอยู่ที่รัฐสภาแค่เพียง 1,200 นาย!!!

ส่วนหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ก็ได้ตีพิมพ์ว่า วันที่ 6 มกราคม 2021 ถือเป็นวันที่แสนมืดมนในประวัติศาสตร์การเมืองของอเมริกา สืบเนื่องมาจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถทำใจยอมรับผลความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งให้แก่โจ ไบเดนได้

และโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐฯสี่ท่าน ต่างพรรคการเมือง ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ออกมากล่าวประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันน่าขยะแขยงของประธานาธิบดีทรัมป์

เริ่มต้นด้วย “อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามาสังกัดพรรคเดโมแครต ได้ออกมาแสดงความรู้สึกต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “ประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯจะต้องจดจำเหตุการณ์รุนแรงในวันที่ 6 มกราคม 2021 ที่เกิดขึ้น ณ รัฐสภาอันทรงเกียรติ ซึ่งเป็นการปลุกระดมของประธานาธิบดีผู้เต็มไปด้วยการโกหก แถมยังเป็นผู้ที่ไม่มีเหตุผล และไม่มีน้ำใจนักกีฬาที่ไม่สามารถทำใจยอมรับต่อผลการเลือกตั้งที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือเป็นวันแห่งความอัปยศอดสูน่าละอาย และในวันดังกล่าวยังถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่ความวุ่นวายได้เกิดขึ้นในเมืองหลวง โดยน้ำมือของฝูงชนที่ได้รับแรงยุยงจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”

ส่วน “ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช” สังกัดพรรครีพับลิกัน ซึ่งสังกัดพรรคเดียวกันกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ออกมากล่าวแถลงการณ์ว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจต่อพฤติกรรมอันแสนบุ่มบ่ามของผู้นำทางการเมืองบางคนที่ไม่เคารพต่อสถาบันอันทรงเกียรติ ไม่เคารพต่อประเพณี และไม่เคารพต่อกฎหมายของสหรัฐฯ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะสร้างทั้งความเสียหายและความเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ”

ส่วน “ประธานาธิบดีบิล คลินตัน” ก็ได้กล่าวแถลงในใจความว่า “การโจมตีอาคารรัฐสภามีสาเหตุมาจากการเมืองที่เป็นพิษมานานกว่าสี่ปี โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดโดยเจตนา จนเกิดความไม่ไว้วางใจในระบบของเรา จนมีผลทำให้เกิดความแตกแยกจนชาวอเมริกันต่อสู้กันเอง สืบเนื่องมาจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นตัวต้นเหตุ และยังมีการสนับสนุนจากนักการเมืองในสภาคองเกรสหลายๆคน เพื่อต้องการที่จะล้มล้างผลการเลือกตั้งที่ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้”

อีกทั้งประธานาธิบดีคลินตันยังได้เสริมต่อไปอีกว่า “การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรี การนับคะแนนเป็นไปอย่างยุติธรรม ผลการแข่งขันจึงถือเป็นการสิ้นสุด และจะต้องดำเนินการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติตามรัฐธรรมนูญของเรา”

สำหรับ “อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์” ก็ได้ออกมากล่าวถ้อยแถลงแสดงความในใจว่า “ข้าพเจ้าและอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง โรซาลินน์ คาร์เตอร์  รู้สึกลำบากใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่รัฐสภาอันทรงเกียรติ” และประธานาธิบดีคาร์เตอร์ยังได้เสริมต่อไปอีกว่า “นี่คือโศกนาฎกรรมระดับชาติ”

อย่างไรก็ตามในอดีตที่ผ่านมาสหรัฐฯได้มีประเพณีการถ่ายโอนอำนาจเข้าสู่ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีคนใหม่ โดยอดีตประธานาธิบดีจะเดินทางเข้าไปร่วมในพิธี แต่ในกรณีของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นปรากฏว่า เขามาในแนวแปลกแหวกแนว โดยออกมากล่าวปฏิเสธไม่ต้องการที่จะไปร่วมในพิธีดังกล่าว!!!

แต่ในวันที่ 20 มกราคม 2021 ซึ่งเป็นพิธีถ่ายโอนอำนาจให้แก่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ โดยในวันนั้นมี อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุช และอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ต่างก็เดินทางมาให้เกียรติต่อ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และในพิธีส่งมอบอำนาจของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ได้ดำเนินไปอย่างสมเกียรติตามระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุชได้กล่าวในโอกาสวันถ่ายโอนอำนาจว่า “การที่พวกเราทั้งสามคนได้มายืนร่วมกันที่นี่ เพื่อการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันตินั้น บ่งบอกให้เห็นถึงความบูรณภาพอันยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีความโอบอ้อมอารี ผู้คนจิตใจดี และพวกเราทั้งสามคนโชคดีที่มีโอกาสได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศนี้”

สำหรับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ออกมาบ่งชี้ว่า “หนึ่งในความทรงจำที่แสนประทับใจของข้าพเจ้าก็คือ การเข้ารับตำแหน่งด้วยความสง่างาม โดยมีความเอื้ออาทรที่ครั้งนั้นประธานาธิบดีบุชแสดงให้ผมได้เห็น เราทุกคนสามารถที่จะมีความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ควรจะเคารพในสิทธิของความเป็นมนุษย์ต่อกัน”

และประธานาธิบดีบิล คลินตัน ก็ได้ขึ้นกล่าวว่า “สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะเดินร่วมไปกับไบเดน แม้ว่ารัฐบาลของไบเดนจะต้องเผชิญต่อความท้าทายมากมายเพียงใดก็ตาม”

สืบเนื่องมาจาก อดีตประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ขณะนี้ท่านมีอายุ 96 ปีแล้ว จึงไม่สามารถเดินทางเข้าไปร่วมพิธีได้ แต่ในระหว่างการกล่าวคำปราศรัยในพิธีสาบานตนของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้กล่าวสั้นๆว่า “การที่อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ และอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งโรซาลินน์ คาร์เตอร์ ภรรยายของท่านไม่สามารถมาร่วมในงานได้ ข้าพเจ้าต้องขอกล่าวคำขอบคุณต่อท่าน ที่เสียสละทุ่มเทแรงกายและแรงใจทำงานมาตลอดทั้งชีวิตเพื่อประเทศชาติ”

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นแม้ว่าบทความชิ้นนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเกร็ดของประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่พอจะสรุปใจความได้ว่า อดีตประธานาธิบดีทั้งสี่ท่าน รวมทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดน และคนอเมริกันส่วนใหญ่ต่างชูธง เพื่อต้องการที่ปกป้องรัฐธรรมนูญอันเก่าแก่ของสหรัฐอเมริกาให้คงความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ให้สมกับการเป็นแม่แบบอันดีงามของระบอบประชาธิปไตย และท้ายสุดแต่ยังไม่สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตกล่าวคำอวยพรสวัสดีปีใหม่ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและพระสยามเทวาธิราชปกปักรักษาให้ท่านผู้อ่านมีแต่ ความสุข สมหวัง ไร้โรคภัยไข้เจ็บ ร่ำรวยเงินทองตลอดปีและตลอดไปละครับ