กรุงโรมจุดประกายแผนสันติภาพสงครามยูเครน

ต่างประเทศ2 มิ.ย. 2566 • 23:00 น.
กรุงโรมจุดประกายแผนสันติภาพสงครามยูเครน

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์   เศรษฐช่วย

แทบไม่น่าเชื่อว่าขณะนี้สงครามยูเครนจะก้าวเข้าสู่เดือนที่ 16 แล้ว แต่กลับปรากฏว่า ยังไม่มีแนวโน้มว่ารัสเซียสามารถจะเอาชนะสงครามในครั้งนี้ได้เลย

และจากการนับจำนวนรถถังของ “จอห์น ชิปแมน” ผู้เชี่ยวชาญจาก International Institute of Strategic Studies เอาไว้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2023 สรุปออกมาว่า กองทัพรัสเซียสูญเสียรถถังในช่วงสงครามยูเครนหลังจากที่สู้รบเป็นเวลา 9 เดือนไปแล้วเกือบ 40% แต่ในทางกลับกันปรากฏว่าจำนวนรถถังของยูเครนกลับมีเพิ่มขึ้น สืบเนื่องมาจากจำนวนรถถังที่ยูเครนสามารถยึดได้จากรัสเซีย และจากการที่พันธมิตรจัดหามาให้นั่นเอง!!!

จอห์น ชิปแมน ซึ่งรับตำแหน่งประธานของคลังสมอง International Institute of Strategic Studies แห่งนี้ได้กล่าวว่า “สงครามยูเครน เป็นความล้มเหลวทางการเมืองและการทหารของรัสเซีย” โดยเขายังได้ชี้ถึงความบกพร่องในการเป็นผู้นำและความบกพร่องในเรื่องยุทโธปกรณ์ของ “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน”

นอกจากนั้นแล้ว จอห์น ชิปแมน ยังได้กล่าวชี้เพิ่มเติมอีกว่า “การดำเนินการของรัสเซียในหนึ่งปีกว่าๆที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดคำถามมากมาย ไม่เพียงแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของกองทัพหมีขาวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเป็นผู้นำของกองทัพทหารในการบังคับบัญชาประสานงานอีกด้วย”

อนึ่งจอห์น ชิปแมน ยังได้แถลงต่อไปอีกว่าจำนวนรถถังในกองทัพของรัสเซียจากที่เคยมีอยู่ 2,927 คัน ลดลงเหลือแค่เพียง 1,800 คัน

การสูญเสียอย่างหนักในสนามรบสงครามยูเครนครั้งนี้ ตีความหมายว่า รัสเซียสูญเสียยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือไปแล้วประมาณ 50% จนทำให้กองทัพต้องพึ่งพาอาวุธที่เก่าเก็บออกมาใช้!!!

ทั้งนี้ จอห์น ชิปแมน ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า การที่รัสเซียตีค่าของยูเครนน้อยเกินไป มีผลทำให้รัสเซียต้องประสบกับการสูญเสียจำนวนรถถังอย่างหนักในช่วงเริ่มต้นของการทำสงคราม

เนื่องจากประธานาธิบดีปูติน คาดการณ์ผิดคิดไปเองว่า หลังจากเข้าบุกยูเครนเพียงไม่กี่วัน ก็คงจะได้รับการต้อนรับด้วยขบวนพาเหรดแห่แหนบนท้องถนนในเมืองหลวงของยูเครน แต่กลับปรากฏว่าทหารรัสเซียถูกทหารราบของกองทัพยูเครนใช้อาวุธต่อต้านสกัดกั้นอย่างเข้มข้น

เนื่องจากขณะนี้สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ดำเนินติดต่อกันมากว่า 15 เดือนแล้ว แถมยังส่งผลกระทบกระเทือนไปทั่วทุกมุมโลกโดยสงครามไม่เพียงแต่คุกคามเสถียรภาพของยุโรปเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งด้านอาหารและพลังงานทั่วโลกอีกด้วย

อนึ่งตั้งแต่เริ่มต้นสงครามในครั้งนี้ได้สร้างผลกระทบต่อสหภาพยุโรปเป็นอย่างมาก จนมีการตอบโต้กลับ โดยนานาประเทศต่างยกมือเห็นด้วยกับนโยบายคว่ำบาตรต่อรัสเซีย

สำหรับสหราชอาณาจักรซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเคียฟภายใต้การนำของ “นายกรัฐมนตรีบริส จอห์นสัน” ก็ได้ออกมาแสดงความเป็นผู้นำ โดยออกมาสนับสนุนนโยบายคว่ำบาตรต่อรัสเซียของ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน”อย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

และเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2022 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ก็ยังได้ออกมากล่าวประณามการรุกรานของรัสเซีย โดยมีมติอย่างท่วมท้นด้วยเสียงจาก 141 ประเทศ แต่ก็ยังมีประเทศที่งดเสียงอีก 35 ประเทศ

มติของสหประชาชาติในครั้งนั้นได้กล่าวว่า “ขอแสดงความเสียใจต่อการก้าวร้าวของสหพันธรัฐรัสเซีย ที่กระทำต่อยูเครน และยังเรียกร้องให้รัสเซียถอนกองกำลังทหารทั้งหมดออกจากยูเครนโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข”

อนึ่งการรุกรานของรัสเซียยังมีผลทำให้นาโตออกมาผนึกตัวร่วมกันต่อต้านรัสเซียอย่างแข็งขันแม้กระทั่งประเทศฟินแลนด์ และประเทศสวีเดน ที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของนาโตก็ตาม แต่กลับเปลี่ยนท่าทีพร้อมที่จะเข้าเป็นสมาชิกนาโต้

ส่วน “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” ผู้ที่มีความใกล้ชิดเป็นอย่างดีกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งก่อนหน้านี้หวังและตั้งใจที่จะเข้าไปเป็นกาวใจไกล่เกลี่ยให้ยุติสงคราม แต่ถูกหวาดระแวงจากกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐฯ จนในที่สุดแผนสันติภาพของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กลับพังครืนไปต่อไม่ไหว!!!

ล่าสุดนี้ได้เกิดความหวังขึ้นมาใหม่โดย “สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส” ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณทรงได้ริเริ่มจุดประกายแผนสันติภาพล่าสุด และปรากฏว่าได้รับการตอบสนองจากประธานาธิบดีปูตินในเชิงบวกอีกด้วย

จะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2022 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงให้การต้อนรับเด็กๆผู้ลี้ภัยหกคนที่กรุงวาติกันอย่างอบอุ่น

อนึ่งเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2022 ทรงได้ออกมากล่าววิงวอนที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ณ กรุงวาติกัน โดยทรงวิงวอนให้ประธานาธิบดีปูตินหยุดก่อความรุนแรงและหยุดสร้างความตายแบบไม่รู้จบสิ้นลงเสียที”

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น พระองค์ยังตรัสพระดำรัสไปถึง “ประธานธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี” แห่งยูเครนด้วยว่า “ขอให้เปิดใจรับข้อเสนอเพื่อสันติภาพอย่างจริงจัง เพราะสามารถจะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนชาวยูเครนได้เป็นอย่างดี”

อีกทั้งในเดือนที่แปดของการเข้าสู่สงครามยูเครน สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสยังทรงออกมาเตือนถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ในขณะที่สงครามกำลังตึงเครียด

เป็นที่น่าสังเกตว่าพระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในครั้งนั้น นับเป็นคำขอที่แข็งขันที่สุด นับตั้งแต่รัสเซียเข้าไปบุกยูเครน

ต่อมาสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ยังได้ทรงแต่งตั้งให้ “พระคาร์ดินัลมัตเตโอ ซุปปี”วัย 67 ปี เข้าไปเป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างยูเครนและรัสเซีย เพื่อปูเส้นทางแห่งสันติภาพ และช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในการขัดแย้งของสงครามยูเครน

อนึ่งพระคาร์ดินัลมัตเตโอ ซุปปี เคยสร้างผลงานชิ้นโบแดงในการยุติสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นใน กัวเตมาลา และ โมซัมบิก เมื่อปีค.ศ. 1990 และปีค.ศ. 2000 มาแล้ว

อีกทั้งการที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีพระดำรัส  เมื่อวันที่ 4 พฤษาคม 2022 ในการที่พระองค์ทรงต้องการที่จะเข้าพบกับประธานาธิบดีปูติน ที่กรุงมอสโก เพื่อหวังจะเจรจายุติสงครามยูเครน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีประมุขแห่งพระศาสนจักรคาทอลิก แห่งนครวาติกัน องค์ใดเลยที่จะเคยเสด็จไปเยือนรัสเซีย!!!

และเมื่อเร็วๆนี้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงออกมาตั้งคำถามในหลายๆประเด็นเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานของหมู่มวลมนุษยชาติที่ต้องเผชิญต่อความขัดแย้งในสงครามยูเครน อาทิเช่น“เมื่อไหร่เราจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาว่า ความรุนแรง การกดขี่ และความทะเยอทะยานแบบไร้การควบคุมไม่เป็นธรรมต่อส่วนรวม และเมื่อไหร่เราจะได้เรียนรู้ถึงความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนว่า มิได้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาอาวุธอันแสนร้ายแรง เมื่อไหร่เราจะรู้ว่าเราเป็นครอบครัวมนุษย์ที่สามารถจะเจริญงอกงามได้ด้วยแค่เพียงใช้ความเคารพ ความเอาใจใส่ และความช่วยเหลือที่มีให้กันและกัน

หากย้อนไปในอดีตจะเห็นได้ว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ยังทรงมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพระหว่างประเทศมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง อาทิ พระองค์ทรงมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือสหรัฐฯและคิวบาในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน

อนึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสยังมีบทบาทสำคัญส่วนตัวต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ปีค.ศ.2019 เขาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส มาแล้ว

จากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2023 ได้รายงานเกี่ยวกับ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงทำภารกิจอย่างลับๆ เพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครน

สำหรับภารกิจแผนสันติภาพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในครั้งนี้ เริ่มเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม  2023 นี้ โดย ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ได้ออกเดินทางไปเยือนกรุงโรม และยังได้มีโอกาสเข้าเฝ้า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสอีกด้วย!!!

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากขณะนี้ประชาคมโลกต่างพากันเบื่อหน่ายต่อการสู้รบอันยืดเยื้อของสงครามยูเครน แต่ก็ยังมีข่าวดีที่พอจะมีความหวัง สืบเนื่องจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงเป็นศูนย์รวมด้านจิตวิญญาณและทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยมนุษยธรรม อีกทั้งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็เคยมีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ที่กรุงโรมมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ดังนั้นความหวังในแผนสันติภาพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในครั้งนี้ก็น่าลุ้นว่าจะมีโอกาสสำเร็จและจะมีความหวังมากน้อยเพียงใดหรือไม่ละครับ