ทำไมอดีตประธานาธิบดีทรัมป์จึงต้องการ พลิกโผการเลือกตั้งเมื่อปี 2020

ต่างประเทศ15 ก.ค. 2565 • 16:00 น.
ทำไมอดีตประธานาธิบดีทรัมป์จึงต้องการ พลิกโผการเลือกตั้งเมื่อปี 2020

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย 

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเมืองเป็นเรื่องที่แสนจะสลับซับซ้อน และเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ดั่งจะเห็นได้จากที่ผ่านมาบ่อยๆครั้งในเรื่องเกิดการโต้แย้งต่อผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่แต่ละฝ่ายใช้เม็ดเงินหว่านหาเสียงจำนวนมหาศาล  

การแข่งขันเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2020 ที่มีขึ้นระหว่าง “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” และ “โจ ไบเดน” โดยครั้งนั้นค่ายพรรครีพับลิกันของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ใช้เงินโปรยหว่านหาเสียงไปถึง 1.96 ล้านดอลลาร์  และค่ายพรรคเดโมแครตของโจ ไบเดน ใช้เม็ดเงินในการแข่งขันถึง 1.69 ล้านดอลลาร์ (ข้อมูลจากจาก NPR วันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2020) 

นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีกลุ่มพันธมิตรของนักการเมืองทั้งสองฝ่าย เข้ามาเป็นพ่อยกแม่ยกทุ่มเทเงินสนับสนุนให้เป็นจำนวนมหาศาลต่างหากอีกด้วย!!! 

และถึงแม้ว่าครั้งนั้นเวลาของการเลือกตั้งจะมีเหลืออยู่อีกหลายสัปดาห์ก็ตาม แต่สำนักหยั่งเสียงทุกๆแห่งต่างลงความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า “โจ ไบเดน มาแรงนำแซงหน้าไปหลายขุม” 

ทั้งนี้สำนักหยั่งเสียง “FiveThirtyEight” ซึ่งเป็นโพลที่มีความแม่นยำด้านการทำนายผลการเลือกตั้งได้คาดการณ์การแข่งขันในวันเลือกตั้งครั้งนั้นว่า “โอกาสที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งมีแค่เพียง 10% ส่วนโจ ไบเดนมีโอกาสได้รับชัยชนะถึง 89%” 

และแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะตระหนักเป็นอย่างดีว่า ตัวเขาเองสู้ไม่ได้จะต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อผลของการนับคะแนนประกาศออกมา เขาจึงพยายามใช้กลอุบายต่างๆนาๆที่รวมไปถึงการอาศัยมือกฎหมายฟ้องร้องต่อสู้ทางศาลมากกว่าหกสิบคดีเพื่อหวังจะพลิกผลของการเลือกตั้งก็ตาม แต่กลับปรากฏว่าไม่สมหวังซดน้ำแห้วล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง!!! 

ดังนั้นเขาจำต้องงัดเอาแผนพิชิตศึกบทสุดท้ายออกมาใช้ เพื่อกดดันให้ “อดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์” ซึ่งในครั้งนั้นทำหน้าที่เป็นประธานรับรองผลการเลือกตั้ง ณ รัฐสภาสหรัฐฯ  

แต่เนื่องจากอดีตรองประธานาธิบดีเพนส์ ไม่ต้องการเห็นผิดเป็นชอบจึงตอบปฏิเสธที่จะกระทำการตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ 

และเมื่อไม่ได้ดังใจหวังในที่สุดแผนเดินเกมปฏิวัติเงียบของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ใช้อุบายออกมาปลุกระดมมวลชนให้กลุ่มผู้สนับสนุนตนหลายหมื่นคนทั่วประเทศรวมตัวกันก่อการจลาจล ณ รัฐสภาสหรัฐฯเมื่อวันที่ 6 มกราคมค.ศ.2021 จนกลายเป็นวิกฤติทางการเมืองสร้างความหน้าแตกให้แก่ประเทศที่มีประชาธิปไตยเป็นแม่แบบเยี่ยงสหรัฐอเมริกา !!! 

และในวันที่ผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาประท้วงผลการเลือกตั้งในครั้งนั้นปรากฏว่านักการเมืองที่ร่วมประชุมรวมไปถึงอดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์ ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแทบจะเอาตัวไม่รอด เพราะฝูงชนพยายามบุกเข้าไปในที่ประชุมอย่างกระเหี้ยนกระหือรือแหกปากตะโกนร้องราวกับนรกแตกหวังจะจับอดีตรองประธานาธิบดีเพนส์เอาไปแขวนคอ ส่วนนักการเมืองคนอื่นๆรวมทั้ง “วุฒิสมาชิกมิตต์ รอมนีย์” ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า หนีได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปดเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด  

อีกทั้งฝูงชนที่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนมีผลทำให้ตำรวจต้องเสียชีวิตไป  5 นายและบาดเจ็บถึง 140 นาย 

ล่าสุดนี้ผู้ที่ร่วมก่อการจลาจลถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหาต่างๆไปแล้วอย่างน้อย 876 คน และคาดว่าผู้ที่ร่วมก่อเหตุจลาจลจะถูกเจ้าหน้าที่เอฟบีไอเข้าทำการจับกุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนค.ศ.2021 สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบเรื่องการโจมตีอาคารรัฐสภาและได้สอบปากคำพยานหลายร้อยคน รวมทั้งออกหมายเรียกตัวผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อีกหลายๆคนเช่นกัน   

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนการก่อการจลาจลที่เกิดขึ้นในรัฐสภาสหรัฐฯได้มีการสอบปากคำถ่ายทอดสดสู่สาธารณะ  โดยการพิจารณาคดีของคณะกรรมการสภาฯเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.2022ในช่วงไพรม์ไทม์ และจะมีอีกห้าครั้งในช่วงกลางวันของวันธรรมดา เฉลี่ยแล้วมีผู้ชมมากถึง 12.3 ล้านคน!!!  

อนึ่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2022 จากการให้ปากคำของ “แคสสิดี ฮัทชินสัน” ผู้ช่วยของ “มาร์ค มีโดวส์” อดีตเสนาธิการทำเนียบขาวยุคสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์ได้กลายเป็นจุดไฮไลต์มากที่สุด โดยเธอออกมาบ่งชี้ว่า “อดีตประธานาธิบดีทรัมป์มีส่วนในการวางแผนพาฝูงชนเข้าโจมตีรัฐสภา” 

การพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2022 ที่ผ่านมานี้จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่มุ่งโฟกัสไปที่ฝูงชนบุกเข้าไปโจมตีรัฐสภาเพื่อหวังที่จะพลิกการเลือกตั้งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ก็ยังมีประเด็นสำคัญๆอีกหลายๆข้อ จากการหยั่งเสียงของ Quinnipiac University ซึ่งเป็นสำนักโพลที่ได้รับความน่าเชื่อถือเป็นอย่างสูงเปิดเผยออกมาว่า คนอเมริกัน 64% คิดว่าการก่อการจลาจลมีการวางแผนล่วงหน้า  และคนอเมริกันอีก 60% เล็งเห็นว่าอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คนอเมริกัน 39% กลับเชื่อว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกัน 69% เล็งเห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีส่วนกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามทุกวิถีทางเพื่อต้องการพลิกโผการเลือกตั้งหวังอยู่ในอำนาจครอบครองทำเนียบขาวต่อไป และในขณะที่กำลังมีการไต่สวนคดีความกันอยู่ มองๆไปแล้วโอกาสที่เขาจะพ้นโทษไม่โดนจำคุกก็อาจจะมี เนื่องจากมีบารมีตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคุ้มหัวอยู่ และถึงแม้ว่าเขาจะมีคดีอาญาติดตัวอยู่อีกมากมายก็ตาม แต่เนื่องจากเขาก็ยังมีฐานเสียงจากสมาชิกในค่ายพรรครีพับลิกันคอยสนับสนุนอยู่อีกไม่น้อย ฉะนั้นเราๆท่านๆคงทำได้แค่เพียงจับตามองว่าเขาจะรอดหรือจะร่วงเท่านั้นละครับ