จับตาผลเลือกตั้งปธน.สหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์ - โจ ไบเดน” ผลกระทบเศรษฐกิจไทย…..สุดที่จะหลีกเลี่ยง!
เปิดฉากอย่างเป็นทางการกับการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน กับ โจ ไบเดน แห่งพรรคเดโมแครต อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ผ่านมา โดยเริ่มจากหมู่บ้านดิกซ์วิลล์ นอทช์ ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ เป็นสถานที่แรกเปิดให้มีการลงคะแนนเสียง และใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 ซึ่งมีนัยต่อการวางยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ในการวางตัวทางการเมือง และเศรษฐกิจโลก การวางตัวระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และจะมีผลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย เพราะทั้งคู่มีมุมมอง และนโยบายแตกต่างกัน
ทั้งนี้ “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์เปรียบเทียบมุมมองและนโยบายของคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯว่า ทรัมป์ ต้องการแยกเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือห่วงโซ่การผลิตออกจากจีน ซึ่งมีการกระตุ้นบริษัทสหรัฐฯ ผลิตสินค้าด้วยวัตถุดิบและกลไกอื่นๆ นอกประเทศจีน มีการคงภาษีนำเข้าจากจีน รวมถึงการจำกัดการลงทุนของบริษัทจีนในสหรัฐฯ เพื่อกดดันให้บริษัทจีน มีความสามารถในการแข่งขันลดลง ดังนั้น สงครามการค้าจะดำเนินต่อไป และอาจขยายเป็นสงครามเทคโนโลยี ที่คนสหรัฐฯต้องเลือกใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะที่คนทั่วโลกต้องเลือกใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ หรือจากจีน หรือต้องใช้ทั้งคู่ ทำให้ต้นทุนการผลิตในประเทศต่างๆ สูงขึ้น
ส่วน ไบเดน ต้องการให้จีนเปลี่ยนท่าที เปิดตลาดให้สหรัฐฯ ขายของได้มากขึ้น ลดกฎระเบียบการลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ ในจีน และให้จีนดูแลทรัพย์สินทางปัญญา แต่ไม่ได้เป็นท่าทีที่อ่อนโยนกับจีนนัก เพราะต้องการกดดันให้จีน มีอิทธิพลต่อการค้าโลกลดลง และโอบล้อมจีนด้วยการสานต่อมาตรการ CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership: ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก) ในสมัยโอบามา และเปิดรับการค้าในภูมิภาคเอเชีย เรียกว่าเป็นการเบี่ยงเบนการค้า ให้สหรัฐฯมีอิทธิพลทางการค้ากับเอเชียแทนที่จีน แต่อาจไม่ใช่การค้าเสรีมากเช่นในอดีต เพราะ ไบเดน ยังคงเน้นการจ้างงานในสหรัฐฯ อยู่
เช่นเดียวกับ “วีระพล สิมะโรจน์” ผู้จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด มองว่า ประเทศไทย หากนายไบเดนชนะการเลือกตั้ง ในระยะสั้น เศรษฐกิจน่าจะได้รับผลดีจากภาคการส่งออกที่น่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากการค้าโลกขยายตัวเมื่อหมดความกังวลเรื่องสงครามการค้า แต่หากสหรัฐฯกลับเข้าร่วมผลักดัน TPP และไทยไม่ได้เข้าร่วม ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการลงทุนในระยะยาวได้ ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะได้รับผลดีหากเม็ดเงินลงทุนไหลออกจากสหรัฐฯไปลงทุนในภูมิภาคอื่นๆ แต่หากประธานาธิบดีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ภาคการส่งออกน่าจะเติบโตได้น้อย จากการที่การค้าโลกชะลอตัว เหมือนในช่วง 4 ปี
ขณะที่มุมมองของนักวิชาการอย่าง “ปิติ ศรีแสงนาม” ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่านโยบายที่มีต่อ ไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่นั้น ไม่ว่าทรัมป์หรือไบเดนจะชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในระยะสั้น 1 -2 ปี นโยบายจะไม่เปลี่ยนไปมากจากปัจจุบัน เพราะนโยบายหลักของสหรัฐยังคงดำเนินไปเพื่อบั่นทอนและปิดล้อมการแผ่อิทธิพลของจีน
เมื่อนโยบายหลักเป็นการสกัดกั้นอำนาจจีน ย่อมส่งผลต่อไทยในฐานะผู้เล่นหลักในอาเซียน แม้ว่าตอนนี้จะเกิดสุญญากาศ อำนาจสหรัฐถดถอยลงในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่จีนยังคงแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการช่วงชิงพันธมิตร และไทยก็เป็นหมากสำคัญบนกระดานนี้
ส่วนมุมมองพ่อค้าที่มีมุมมองในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น “พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล” นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ภาพใหญ่หากไบเดนชนะการเลือกตั้ง นโยบายการค้าระหว่างประเทศแบบที่ทรัมป์เคยใช้จะลดความร้อนแรงลง สำหรับการส่งออกและนำเข้ากากถั่วเหลืองน่าจะได้รับอานิสงส์มากกว่า แต่หากผลการเลือกตั้งพลิกจากโพล ทรัมป์กลับมา จะยิ่งทำให้มีการใช้มาตรการการค้าขั้นรุนแรงมากขึ้น เพราะถือเป็นสมัยสุดท้ายแล้ว ซึ่งไทยก็มีความเสี่ยงที่จะถูกบีบให้ซื้อกากถั่วเหลืองจากสหรัฐ เพื่อไม่ให้ใช้มาตรการทางการค้า
เช่นเดียวกับ “สนั่น อังอุบลกุล” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีโอกาสที่ไบเดนจะชนะ จากปัจจัยเรื่องการควบคุมการแพร่ระบาดโควิดของทรัมป์ทำให้คะแนนนิยมลดลง ซึ่งหากไบเดนชนะการเลือกตั้ง ทางสหรัฐฯก็จะยังคงทำสงครามการค้ากับจีนต่อเนื่อง เพียงแต่อาจจะยกเลิกไม่ใช้นโยบาย American First และเดินหน้าขึ้นภาษีนักธุรกิจชั้นนำของสหรัฐแทน ในส่วนของไทยก็อาจได้ประโยชน์ในแง่ที่ปลายปีนี้ สหรัฐฯเตรียมจะตัดสิทธิ GSP สินค้าไทย หากเปลี่ยนพรรค เปลี่ยนนโยบาย ก็มีโอกาสจะเจรจาได้ ส่วนการเจรจา CPTPP (ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก) ก็มีโอกาสจะหวนกลับไปเจรจาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องหาข้อสรุปในตัวเองก่อนว่าจะเข้าร่วมหรือไม่
สุดท้าย!ไม่ว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” หรือ “โจ ไบเดน”
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็ยังมีให้เห็นแน่นอน!
เตือน…..พร้อมรับมือก่อนสาย!