รายงานพิเศษ : ฟังคนเก่งเล่าเรื่องเก่า…กว่าจะมาเป็นความสัมพันธ์ไทย-จีน

ต่างประเทศ27 ส.ค. 2560 • 22:30 น.
รายงานพิเศษ : ฟังคนเก่งเล่าเรื่องเก่า…กว่าจะมาเป็นความสัมพันธ์ไทย-จีน
1 กรกฎาคม 2518 หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยได้ลงนามในแถลงการณ์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในโอกาสที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 42 ปีแล้ว ย้อนเรื่องราวไปเมื่อเดินทางมาถึง วันแรกในช่วงบ่ายทั้งสองฝ่ายมีการเจรจากัน ก่อนที่ในตอนค่ำ นายเติ้ง เสี่ยวผิง ในฐานะตัวแทนนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ได้จัดงานเลี้ยงรับรองคณะผู้แทนรัฐบาลไทยอย่างใหญ่โต การกล่าวต้อนรับคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ใจความหนึ่งได้บอกว่า “ประเทศเราทั้งสองเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ประเทศทั้งสองของเราได้มีมิตรภาพฉันญาติสนิทที่สืบทอดกันมาช้านาน ตั้งแต่เมื่อสองพันปีก่อน ภายหลังที่ประเทศจีนใหม่สถาปนาขึ้นแล้ว เนื่องจากการขัดขวางและบ่อนทำลายของจักรวรรดินิยมเป็นเหตุให้การไปมาหาสู่กันต้องชะงักไประยะหนึ่งอย่างน่าเสียใจ แต่ว่านี่เป็นเพียงชั่วขณะในประวัติมิตรสัมพันธ์อันยาวนานเท่านั้น” ด้านนายกรัฐมนตรีของไทยกล่าวตอบฝ่ายจีนว่า “รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยใคร่แถลงยืนยันว่า ประชาชนของแต่ละประเทศเท่านั้นที่มีสิทธิเลือกระบอบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของตนโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก และเชื่อมั่นว่า ถึงแม้ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน จะมีระบอบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่น่าจะมีอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อันสันติ และฉันมิตร” นี่คือสิ่งที่เราทราบ และถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะจุดเริ่มต้นของความเป็นมิตรที่พัฒนามาจนเป็นมหามิตรที่แน่นแฟ้นของสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวไทยกำลังตกอูท่ามกลางภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ ภาพของประเทศจีนในสายตาคนไทยนั้นน่ากลัวมาก จากการโฆษณาชวนเชื่อของผู้นำ ณ เวลานั้น ซึ่งทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะหันไปหาประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน ที่เราเรียกว่า “จีนแดง” บ้าง “จีนคอมมิวนิสต์” บ้าง “นายอานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี เล่าถึงสถานการณ์ในตอนนั้นว่า ในฐานะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ จะไม่ได้สนใจเชื่อเรื่องที่ได้รับข้อมูลทันที เพราะการเป็นนักการทูตที่ดีต้องฟังหลากหลายความคิดเห็น ต้องสงสัยก่อนว่าสิ่งที่ได้ยิได้ฟังมาจริงหรือไม่ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะได้ยินเรื่องความโหดร้าย หรือความเลวร้ายของประเทศจีนมา ก็ต้องมาคิดก่อนว่า ข่าวนี้เป็นจริงหรือไม่ ต้องชั่งน้ำหนัก “ในเรื่องสงครามเย็น โดยเฉพาะสงครามเย็นของมหาอำนาจ ใครก็ตามที่คุมการสื่อสารได้ คนนั้นมีโอกาสชนะมาก ดังนั้นสหรัฐฯ ก็ดี ยุโรปตะวันตกก็ดี ก็เลยคุมเรื่องสื่อ ข่าวต่างประเทศ กรมข่าว มีการกระจายข่าวที่ไม่เป็นจริงจากฝ่ายขวา หรือฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ไม่น้อยเช่นกัน” อดีตนายกฯ อานันท์ กล่าวว่า ช่วงเวลานั้นเราต่างตกเป็นทาสของข่าวที่ไม่เป็นจริง อันเนื่องมาจากหนังสือพิมพ์ไทยก็ดี ผู้ออกความคิดเห็นในไทยก็ดี อ่านจากหนังสือฝรั่ง ฟังบีบีซี ฟังวอยส์ออฟอเมริกา ดังนั้นข้อมูลที่ได้รับมาเป็นข้อมูลด้านเดียว ที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นข่าวที่เขาสร้างขึ้นมา คนไทยอยู่ในภาวะที่เป็นเหยื่อของสงครามข่าว ทำให้คนไทยเราเข้าใจผิดหลายเรื่อง ด้วยนโยบายที่เรากำลังอยู่ในช่วงต่อสู้กับภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้การไปมาหาสู่ลำบาก แต่แท้จริงแล้วควรสนับสนุนให้ไป จะได้ไปเห็นสภาพความยากจน ความไม่น่าอยู่ คิดว่าจะลดกระแสความอยากเป็นคอมมิวนิสต์ของเมืองไทยได้มากทีเดียว ขณะที่ “ดร.เตช บุนนาค” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญดังกล่าว ในขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองเอเชียตะวันออก กรมการเมือง กระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมเดินทางไปยังจีน ซึ่งเป็นคณะไทยคณะที่สามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เข้าไปพูดจาอย่างเป็นทางการ โดยมีอธิบดีกรมการเมืองขณะนั้นคือ นายแผน วรรณเมธี เป็นที่ปรึกษา อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศเล่าว่า การไปจีนสมัยก่อนน่าตื่นเต้นมาก ต้องนั่งเครื่องบินไปฮ่องกง จากฮ่องกงต้องนั่งรถไฟ แล้วไปต่อรถไฟที่กวางตุ้ง ไปเสิ่นเจิ้นจากนั้นก็ต่อไปยังปักกิ่ง ใช้เวลา 2 วัน 1 คืนในการเดินทาง พอไปถึงก็ค่ำมากแล้ว ไม่เห็นคนเลย มืดไปหมด นั่งรถผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน ไม่มีคนเลย เห็นแต่รูปของมาร์ค สตาลิน เหมาเจ๋อตุง ได้บรรยากาศประเทศคอมมิวนิสต์มากๆ แล้วอะไรที่เป็นสัญญาณที่ว่าไทยควรจะไปจับมือกับจีนได้แล้วในเวลานั้น??? ดร.เตช เล่าว่า สืบเนื่องมาจากเดือน ก.พ. 2515 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ ก็ได้เดินทางเยือนจีนด้วยตัวเอง ในเมื่อมหามิตรอย่างสหรัฐฯ ยังเริ่มเปลี่ยนนโยบาย ประเทศไทยเองก็ควรปรับเปลี่ยนนโยบายต่อจีนด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วได้เริ่มกรุยทางมาก่อนหน้าแล้ว ตั้งแต่นายกฯอานันท์เป็นทูตอยู่ที่นิวยอร์ก นี่เป็นการทูตในเชิงลับอย่างแท้จริง ที่ริเริ่มโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวลานั้น ซึ่งทางคณะรัฐมนตรี หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติยังไม่ได้เข้ามามีส่วนเลย เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อ ก.ค. 2514 mujokpเฮนรี คิสซินเจอร์ ขณะนั้นนั้นยังเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เดินทางมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แวะที่ไซง่อนก่อน แล้วก็เข้ามาที่กรุงเทพฯ ตนซึ่งอยู่กรมสารนิเทศได้รับความเมตตาจากเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ให้ไปร่วมรับประทานอาหารเช้ากับนายคิสเซนเจอร์ เมื่อเช้าวันที่ 6 ก.ค. 2514 พร้อมกับข้าราชการอีก 2 – 3 คน ก็ได้พูดกันเรื่องสงครามเวียดนาม และนายคิสซินเจอร์ก็ถามขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้สันติภาพในเวียดนาม ก็มีคนพูดว่า “กุญแจแก้ปัญหาสงครามเวียดนามอยู่ที่จีน” ตอนนั้นทุกคนเงียบไปหมด รวมทั้งพวกคนสหรัฐฯ ด้วย ก็เปลี่ยนเรื่องกัน แต่ต่อมาก็ได้รับทราบว่า ต่อจากไทยนายคิสซินเจอร์ก็ไปเยือนปากีสถาน มีข่าวว่าปวดท้อง ต้องไปพักผ่อน แต่ก็จับเครื่องบินเข้าไปปักกิ่ง แล้วไปตกลงที่จะให้ประธานาธิบดีนิกสันได้ไปเยือนจีน ขณะที่ อดีตนายกฯ อานันท์ บอกว่าจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรียกว่าภูมิรัฐศาสตร์ คือสภาคองเกรสส่งสัญญาณหลายอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องเปลี่ยนนโยบาย เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังจะละทิ้งสมรภูมิเวียดนาม ประกอบกับเวทีสหประชาชาติคนที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์จีนหรือรัสเซียก็เปลี่ยนแปลงไป การเมืองระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แม้จะมีการพูดจา จะบอกว่าประชาธิปไตยปัจจุบันต้องโปร่งใส เปิดเผย แต่เป็นไปไม่ได้ที่การทูตจะเป็นแบบนั้น ถ้าเป็น Public Diplomacy นั่นเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ฉะนั้นการที่คิสซินเจอร์ลงไปเขาวางแผน แต่พูดกับใครไม่ได้ แม้แต่คนของตัวเองก็ไม่บอก