ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะได้เป็น รัฐบุรุษของโลกหรือไม่?

ต่างประเทศ24 มี.ค. 2566 • 23:00 น.
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะได้เป็น รัฐบุรุษของโลกหรือไม่?

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

สงครามยูเครนมีความสลับซับซ้อนและมีคำถามมากมายที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่ผมใคร่ขอวิเคราะห์และขอตอบโจทย์เพียงบางประเด็น เช่น “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน” ต้องการอะไรจากจีน และในทางกลับกัน “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง”ก็มีความต้องการสิ่งใดจากรัสเซีย

แท้จริงแล้วที่ผ่านมา รัสเซียและจีน มิเคยมีสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการใดๆเลยที่มีเนื้อหาสาระว่า จะช่วยเหลือปกป้องซึ่งกันและกัน แถมในช่วงทศวรรษที่ 1960 ทั้งสองประเทศนี้ยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอด และต่อมาในปีค.ศ. 1969 ก็ยังมีการสู้รบปะทะกันตามชายแดน สืบเนื่องมาจากมีกรณีพิพาทกันในเรื่องเขตพรมแดนจนเกือบจะระเบิดเป็นสงครามนิวเคลียร์อยู่แล้ว แต่น่าแปลกใจที่ขณะนี้ทั้งสองประเทศกลับจับมือร่วมผนึกพลังกันในการเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯอย่างออกหน้าออกตา!!!

และเนื่องจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สามารถรวบอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเต็มรูปแบบ โดยเขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในสมัยที่สามได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เนื่องจากเขาพยายามผลักดันให้ประเทศจีนก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจในระดับชั้นนำของเวทีโลกมากขึ้นตามลำดับ โดยขณะนี้เขาเริ่ม

เดินเกมวางหมากทางด้านการทูตต่างประเทศ ก็เพื่อต้องการแข่งขันยกระดับให้จีนมีสถานะเทียบเท่าหรือเหนือกว่าสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำไป

ส่วนการเดินทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อเข้าพบปะเจรจากับ ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ที่เขาต้องการจะใช้เวลา 3 วันในรัสเซียนั้น ถือเป็นช่วงเวลาเหมาะเจาะพอเหมาะพอควรที่จะแสดงแสนยานุภาพว่า “ขณะนี้จีนเป็นประเทศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอิทธิพล”!!!

ณ เวลานี้คนทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตาและเฝ้าติดตามดูว่า การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จะออกหัวหรือก้อย หรือจะมาในรูปแบบใด?

อย่างไรก็ตามการที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้เวลาทั้งสามวันอยู่ในกรุงมอสโก อาจจะมองไปได้สองด้านด้วยกันคือ

ด้านหนึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อาจจะต้องการใช้เวลาทั้งหมดในการทั้งหว่านทั้งล้อม ลูบหน้าลูบหลังพูดคุยต่อประธานาธิบดีปูติน เพื่อให้ยุติสงครามสร้างสันติภาพต่อกัน หรืออีกด้านหนึ่งที่มีข่าวลือออกมาค่อนข้างหนาหูเมื่อเร็วๆนี้ในหัวข้อที่ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โทรศัพท์ติดต่อกับ “ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี” แห่งยูเครนซึ่งถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดสงครามยูเครน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วมีข่าวปรากฏออกมาว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนได้ยกหูโทรศัพท์ติดต่อไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครนเรียกร้องให้ทั้งยูเครนและรัสเซียหันหน้ามาเจรจาตกลงกัน

อนึ่ง “นายหวัง เหวินปิน” โฆษกกระทรวงฯต่างประเทศของจีนได้ออกมากล่าวว่า “จีนต้องการจะส่งเสริมการเจรจาเพื่อสันติภาพ”

และอย่าลืมว่าที่ผ่านมาประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่างก็มีความสัมพันธ์ส่วนตัวอันดีต่อกันและกันอย่างแน่นแฟ้น โดยทั้งสองผู้นำต่างก็เคยเข้าพบปะต่อกันในฐานะผู้นำของประเทศมาแล้วถึง 39 ครั้ง และการเดินทางไปเยือนรัสเซียของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ ถือเป็นการพบปะครั้งที่ 40 เข้าไปแล้ว

และหากว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สามารถเจรจาหาข้อยุติการหยุดยิงและนำไปสู่การสร้างสันติภาพได้ ก็ย่อมจะสร้างความพึงพอใจต่อบรรดาประชากรชาวโลกทุกๆคน เพราะสงครามยูเครนได้สร้างผลกระทบกับทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม!!!

คราวนี้ลองหันกลับไปดูสถิติจำนวนการเสียชีวิตของกองกำลังทหารทั้งของรัสเซียและของยูเครน โดยทหารรัสเซียเสียชีวิตและบาดเจ็บไปแล้วกว่าสองแสนคน ในขณะที่ทหารยูเครนเสียชีวิตและบาดเจ็บไปกว่า 100,000 คน และยังมีจำนวนพลเรือนเสียชีวิตไปแล้ว 30,000 คน (ข้อมูลจากนิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2023 ในหัวข้อ Soaring Death Tolls give Grime Insight into Russian Tactics)

สำหรับผู้ลี้ภัยชาวยูเครนที่อพยพหนีตายกระจัดกระจายไปทั่วทวีปยุโรป ขณะนี้มีประมาณ 8.1 ล้านคน และ 90% ล้วนเป็นผู้หญิงและเด็กๆ เพราะผู้ชายต้องอยู่ในประเทศสู้รบกับรัสเซีย (ข้อมูลจาก Wikipedia:  2022-2023 Ukrainian refugee crisis)

ส่วนความเสียหายที่รวมไปถึงโรงพยาบาล อาคารบ้านเรือน และทรัพย์สินต่างๆของยูเครน มีมูลค่าที่ถูกทำลายไปแล้วเป็นเงินถึง 108.3 พันล้านดอลลาร์ และยังมีผู้ที่ไร้ที่อยู่อาศัยมากกว่า  3.5 ล้านคน (ข้อมูลจาก Forbes เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2022)

สำหรับกรณีของผู้สื่อข่าวที่ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวของรัสเซียหรือผู้สื่อข่าวของนานาชาติก็ตาม ที่พวกเขาต่างเสียสละทำหน้าที่เสนอข่าวให้พวกเราได้รับทราบและได้เห็นความเป็นมาเป็นไปของสงคราม โดยแต่ละวันพวกเขาถูกคร่าชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีนักข่าวของรัสเซียเสียชีวิตไปแล้วถึง 82 ราย และยังมีนักข่าวจากประเทศต่างๆต้องเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ทำข่าว ไปแล้วถึง 67 คน (ข้อมูลจาก Committee to Protect Journalists วันที่ 24 มกราคม 2023)

เมื่อวันครบหนึ่งปีของสงครามยูเครนยังมีข่าวปรากฏออกมาว่า จีนได้ออกมาเสนอจุดยืน 12 ข้อ เพื่อเรียกร้องให้มีการเจรจาและเคารพอธิปไตยเหนือดินแดนของทุกๆประเทศ โดยจีนกล่าวว่า ต้องการจะปัดเป่าม่านหมอกแห่งความเป็นกลางให้ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น!!!

อนึ่งเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2023 ที่ผ่านมา การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สามารถสร้างความสำเร็จในการให้ประเทศซาอุดีอาระเบีย สถาปนาความสัมพันธ์อันดีทางการทูตกับประเทศอิหร่านได้อีกครั้งหนึ่งนั้น มีผลทำให้จีนได้รับคำยกย่องในการมีบทบาทสำคัญด้านการเมืองในแถบประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้เห็นว่า จีนกำลังขยายอิทธิพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเจ็ดปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทั้งซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างตึงเครียดต่อกัน เนื่องจากทั้งสองประเทศพยายามทั้งผลักทั้งดันต้องการที่จะให้ประเทศชาติของตนสร้างความยิ่งใหญ่ในแถบตะวันออกกลาง

ทั้งนี้การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นเจ้าภาพต้อนรับประธานาธิบดีของอิหร่าน ณ กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนที่แล้ว และการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเดินทางไปยังกรุงริยาด ซึ่งเป็นเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนธันวาคม จนในที่สุด ภายใต้การเจรจาของผู้นำที่มีความแข็งแกร่งและมีความเด็ดเดี่ยวเยี่ยงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จึงมีผลทำให้ทั้งอิหร่านและซาอุดีอาระเบียสร้างความสัมพันธ์กันได้อีกครั้งหนึ่ง นับเป็นชัยชนะทางการทูตครั้งสำคัญของจีนเลยทีเดียว

และยังเป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2023 ที่ผ่านมาประธานาธิบดีปูติน ได้ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ออกหมายจับในข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการว่า ประธานาธิบดีปูตินก่ออาชญากรรมสงครามกรณีเนรเทศเด็ก 16,226 คนอย่างผิดกฎหมายจากพื้นที่ยึดครองในยูเครน (ข้อมูลจากสำนักข่าวเอพี International Criminal Court issues arrest warrant for Putin over Ukraine war crimes เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2023)

กรณีนี้นับเป็นการสร้างภาพลักษณ์ด้านลบให้เกิดขึ้นแก่ประธานาธิบดีปูตินที่ทำให้เขาไม่สามารถเดินทางไปยังประเทศที่เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งมีชาติสมาชิกทั้งหมดถึง 123 ประเทศ และเมื่อใดก็ตามที่เขาก้าวเท้าเดินทางเข้าไปยังบรรดาประเทศสมาชิกเหล่านี้ เขาก็จะถูกจับกุมในทันทียกเว้นเพียงแต่ประเทศซีเรีย จีน และ อิหร่าน เท่านั้นที่เขาสามารถเดินทางเข้าไปได้ เท่ากับว่าขณะนี้ประธานาธิบดีปูตินถูกตัดแข้งตัดขาสูญเสียความน่าเชื่อถือทางการเมืองไปแล้วทั่วโลก!!!

หากจะมองผลในระยะยาวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และของประธานาธิบดีปูติน แล้วละก็จะเห็นได้ว่าทั้งสองผู้นำต่างหวังจะพึ่งพาอาศัยกันและกัน โดยจีนหวังจะพึ่งน้ำมันดิบและก๊าซของรัสเซียในราคามิตรภาพ และไม่แน่ว่าจีนอาจจะหวังให้รัสเซียเข้าร่วมมือช่วยตน หากในอนาคตสหรัฐฯกับจีนเกิดทำสงครามจากกรณีของไต้หวันนั่นเอง

อนึ่งขณะนี้บรรดาสื่อของฝ่ายรัสเซียต่างก็พยายามตีกระพือข่าวยกย่องเอาใจประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อย่างยกใหญ่ว่า เป็นฮีโร่ขี่ม้าขาวสร้างสันติภาพในยูเครน ส่วนจุดยืนของยูเครนนั้นเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า ต้องการจะเรียกร้องให้รัสเซียถอนตัวออกจากยูเครน

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเมื่อดูจากแนวโน้มในขณะนี้ดูเหมือนว่า รัสเซียต้องการที่จะพึ่งพาขอรับความช่วยเหลือจากจีน มากกว่าจีนต้องการจะได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซียด้วยซ้ำไป และแผนสันติภาพที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วาดเอาไว้อย่างสวยหรู กลับตาลปัตรกลายเป็นจีนเข้าไปเติมเชื้อไฟให้สงครามยูเครนเพิ่มความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดนประธานาธิบดีปูตินเป่าคาถาพ่นใส่หูประกาศกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียเพิ่มมากขึ้นด้วยการเอ่ยปากเชื้อเชิญให้ประธานาธิบดีปูตินไปเยือนจีนภายในปีนี้ แถมยังปกป้องปูตินจากศาลอาญาระหว่างประเทศ ประหนึ่งดูเหมือนว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังวางแผนระยะยาวร่วมมือกับประธานาธิบดีปูตินขับไล่สหรัฐฯออกจากไต้หวัน และในเวลาเดียวกันนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็เดินเกมรุกทางการทูตไปเยือนกรุงเคียฟ เพื่อประกาศสนับสนุนยูเครนมากขึ้นมีผลทำให้แผนสันติภาพของจีนกำลังจะเป็นหมัน สงครามยูเครนอาจจะขยายจนเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามใหญ่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปละครับ