สงครามโฆษณาชวนเชื่อฟาดฟันกันระหว่างทรัมป์และไบเดน
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร. วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
อีกเพียงแค่ 46 วันเท่านั้นที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯคนใหม่จะเกิดขึ้น โดยนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปการรณรงค์หาเสียงระหว่าง “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”และ “อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน” จะดุเด็ดเข้มข้นสุดๆแบบที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิสามารถกระทำอะไรเพลี่ยงพล้ำได้เลย
ส่วนการใช้วิธีสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีเข้าหากันหรือการโฆษณาชวนเชื่อก็ทำไปแบบไม่มีกฏกติกาหรือมารยาทใดๆทั้งสิ้น และหากฝ่ายใดมีเม็ดเงินมากกว่าก็ถือว่าฝ่ายนั้นได้เปรียบสูง อีกทั้งการที่แต่ละฝ่ายมีลูกสมุนมากมายคอยโฆษณาชวนเชื่อหนุนอยู่เบื้องหลังอย่างเข้มข้น ก็ถือเป็นเกมการเมืองที่ฝ่ายตรงข้ามจะต้องวางแผนตั้งมือรับอีกด้วย ดั่งเช่นการที่ประธานาธิบดีทรัมป์เอ่ยปากกล่าวแบบทีเล่นทีจริงหยอดอยู่บ่อยๆครั้งว่า “พร้อมแล้วที่จะขอรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ”
และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้ฝ่ายค่ายพรรคโจ ไบเดนต้องคอยสอดส่องระแวดระวังมากยิ่งๆขึ้น เพราะมิเช่นนั้นแล้วประวัติศาสตร์อาจจะเกิดซ้ำรอยเหมือนดั่งที่ “ฮิลลารี คลินตัน” เคยได้ประสบการพ่ายแพ้มาก่อนแล้ว!!!
โดยสองปีที่ผ่านมานี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเงินบริจาคแล้วกว่า 1.1 พันล้านเหรียญ ที่ถือว่าได้เปรียบในการใช้ทุ่มโฆษณานำล่วงหน้าไปแล้ว แต่กลับปรากฏว่ามือเติบใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายจนเงินสดร่อยหรอหดหายไป ส่วนค่ายของโจ ไบเดน แม้ว่าก่อนหน้านี้ทีมของเขาแทบจะถังแตกไปไม่รอดแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็มิได้ย่อท้อก้มหน้าก้มตาระดมพลมุ่งมั่นหาเงินบริจาคเข้าพรรค แถมด้วยการรัดเข็มขัดประหยัดมัธยัสถ์ลดค่าใช้จ่ายต่างๆลงไป จึงมีผลทำให้ช่องว่างของเม็ดเงินในทีมของเขาค่อยๆกระเตื้องใกล้เคียงกับคู่แข่งมากยิ่งๆขึ้น โดยเมื่อเดือนมิถุนายนนี้ปรากฏว่า ค่ายของโจ ไบเดนมีเงินสดอยู่ที่ 242 ล้านเหรียญ ส่วนค่ายของประธานาธิบดีทรัมป์มีเงินสด 295 ล้านเหรียญ
สำหรับเดือนกรกฎาคมปรากฏว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเงินบริจาค 165 ล้านเหรียญ แต่โจ ไบเดนก็ได้รับเม็ดเงินบริจาคอยู่ที่ 140 ล้านเหรียญ เท่ากับว่าเม็ดเงินบริจาคของทั้งสองฝ่ายสูสีคู่คี่ไม่ห่างกันเท่าใดนัก โดยตอนนั้นค่ายของประธานาธิบดีทรัมป์มีเงินสดอยู่ที่ 300 ล้านเหรียญ แต่โจ ไบเดนมีเงินสดในมือที่ 294 ล้านเหรียญ!!!
แต่ทว่าในเดือนสิงหาคมที่เพิ่งผ่านมานี้ทีมของโจ ไบเดน ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นด้วยการที่ค่ายทีมของเขาได้รับเงินบริจาคสูงมากถึง 364.5 ล้านเหรียญ แต่ค่ายของประธานาธิบดีทรัม์กลับได้รับเงินบริจาคแค่เพียง 210 ล้านเหรียญ และการที่ค่ายของโจ ไบเดนได้รับเงินบริจาคเหนือกว่าค่ายของประธานาธิบดีทรัมป์ถึง 154.5 ล้านเหรียญนั้น สืบเนื่องมาจาก “วุฒิสมาชิกคามาลา แฮร์ริส” เข้าไปเป็นแม่เหล็กคนสำคัญที่ทั้งดึงทั้งดูดผู้บริจาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินที่ได้รับบริจาคผ่านทางออนไลน์กว่า 200 ล้านเหรียญจากผู้บริจาครายใหม่ๆที่มีมากถึง 1.5 ล้านคนเท่ากับว่าฝ่ายที่สนับสนุนโจ ไบเดนต่างมีความกระตือรือร้นสูง และผู้บริจาคไม่ต้องการอยู่กับฝ่ายแพ้
และจากการที่ค่ายของทีมโจ ไบเดน ได้รับเงินบริจาคสูงเช่นนี้ มีผลทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ตกตะลึงร้อนตัวจนถึงกับต้องออกมาแถลงว่า “หากมีความจำเป็น ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะทุ่มเงินส่วนตัวออกมาหนึ่งร้อยล้านเหรียญ”
แต่กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างหนาหูแล้วว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะควักเอาเงินส่วนตัวออกมาจากซอกมุมไหน เพราะเมื่อดูจากสถานะทางการเงินของเขาในขณะนี้แล้วไซร้ปรากฏว่า “ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก” ดังจะเห็นได้จากตัวเลขเมื่อปี 2019 ที่เขาเปิดเผยต่อ Federal Election Commission ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่คอยสอดส่องถึงสถานะทางการเงินของนักการเมืองซึ่งปรากฏว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีเงินสดอยู่ 46.7 ล้านเหรียญ และมีเงินอยู่ในบัญชีอื่นๆอีก 156.5 ล้านเหรียญ
นอกเหนือจากนั้นแล้วประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังได้แจกแจงถึงทรัพย์สินอื่นๆอีก 20 รายการ ที่รวมๆกันแล้วมีมูลค่าราวๆ 50 ล้านเหรียญแต่กลับปรากฏว่า เขามีหนี้สินล้นพ้นอย่างน้อย 315 ล้านเหรียญ!!!
และในการแข่งขันเมื่อปี 2016 ปรากฏออกมาว่าครั้งนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ควักเงินส่วนตัวออกมาใช้เพียง 60 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง
อนึ่งจากการเปิดเผยของ Advertising Analytics ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมานี้ระบุว่า ค่ายทีมของประธานาธิบดีทรัมป์ทุ่มงบโฆษณาทางโทรทัศน์ไปเพียง 40 ล้านเหรียญ และจากการรายงานของสำนักข่าวเอพีล่าสุดก็ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เช่นกันว่าขณะนี้ค่ายทีมของประธานาธิบดีทรัมป์ถอนการโฆษณาในหลายๆรัฐออกไปแล้ว และยอมปล่อยให้ค่ายทีมของโจ ไบเดน ใช้เกมส์กลยุทธ์ทุ่มเม็ดเงินโฆษณาสูงมากกว่าถือเป็น 10 ต่อ 1 เลยทีเดียว
สำหรับรัฐฟลอริดาซึ่งถือเป็นรัฐใหญ่อันดับสามของสหรัฐอเมริกา และทุกๆครั้งที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีปรากฏว่ารัฐนี้เป็นรัฐที่มีความสำคัญมากๆโดยมีคะแนน Electoral Votes ถึง 29 เสียงที่สามารถพลิกการเลือกตั้งได้สูงดังที่จอร์จ ดับเบิลยู.บุชได้รับเลือกเมื่อปี 2000
โดยขณะนี้คะแนนนิยมระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และโจ ไบเดน สูสีกันอย่างมากในรัฐฟลอริดา ทั้งนี้ “ไมค์ บลูมเบอร์ก” อภิมหาเศรษฐีคนหนึ่งของโลกก็เคยทุ่มเม็ดเงินกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญ เพื่อหวังจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตแต่ไปไม่ถึงดวงดาว โดยไมค์ บลูมเบอร์ก ผู้นี้ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมาอริเก่าตัวยงของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยการแข่งขันครั้งนี้บลูมเบอร์กเล็งเห็นว่า หากโจ ไบเดนต้องการที่จะเอาชนะประธานาธิบดีทรัมป์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาชนะในรัฐฟลอริดาให้ได้เสียก่อน ดังนั้นเขาจะยอมทุ่มเงิน 100 ล้านเหรียญอุดหนุนให้อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้รับชัยชนะในรัฐนี้
เมื่อวิเคราะห์ถึงความได้เปรียบของโจ ไบเดนแล้ว เห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดว่า มีเหนือประธานาธิบดีทรัมป์หลายๆด้านไม่ว่าจะเป็นด้านคะแนนนิยมที่กำลังนำอยู่ระหว่าง 7 ถึง 10% ได้เปรียบด้านเม็ดเงินบริจาค รวมไปถึงยังมีนักการเมืองทรงอิทธิพลของพรรครีพับลิกันที่พากันแปรพักตร์ จนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์เสียเปรียบอยู่หลายขุม
อย่างไรก็ตามดราม่าจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 ก็ยังตามติดตัวของประธานาธิบดีทรัมป์เหมือนเป็นดั่งเงาร้ายแอบแฝงในเรื่องที่ อัยการพิเศษโรเบิร์ต มุลเลอร์ ได้ทำการสืบสวนในข้อสงสัยที่ว่า “รัสเซียเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหรือไม่” โดยมีรายงานหนาถึง 448 หน้านำเสนอให้แก่รัฐมนตรียุติธรรม มร.วิลเลียม บารร์ และถึงแม้ว่าอัยการมูลเลอร์จะมิได้โยงตรงไปยังประธานาธิบดีทรัมป์ก็ตาม แต่ปรากฏว่าอัยการผู้นี้ได้ตั้งข้อหาแก่ผู้ที่อยู่ในข่ายมาแล้วกว่าสามสิบราย ที่มีทั้งทีมรณรงค์หาเสียง 3 คนและที่ปรึกษาของประธานาธิบดีทรัมป์อีก 1 คน รวมถึงชาวรัสเซียอีก 26 คน และนักธุรกิจของรัสเซียอีก 3 บริษัท!!!
อนึ่งบุคคลสำคัญๆที่ขณะนี้ได้รับโทษถูกกักขังอยู่ในเรือนจำไปแล้วห้าคนด้วยกัน เช่น พอล มานาฟอร์ต อดีตผู้จัดการเลือกตั้งให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์ และ ไมเคล โคเฮน อดีตทนายความส่วนตัวของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นต้น
ทั้งนี้ “วิลเลียม เอวานีนา” ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวกรองและความปลอดภัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกาได้ออกมาแจ้งเตือนต่อสภาคองเกรสตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 นี้ว่า “รัสเซียจะแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐฯในปี 2020 นี้อย่างแน่นอน”ซึ่งเรื่องนี้มีผู้เชี่ยวชาญฝ่ายข่าวกรองทั้งหลายแหล่ต่างเห็นพ้องต้องกันอีกด้วย
อนึ่งกลเม็ดในการที่รัสเซียวางแผนที่จะเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯนั้น เป็นไปในหลากหลายรูปแบบ และถึงแม้ว่าศูนย์บัญชาการในกรณีนี้จะตั้งอยู่ที่รัสเซียก็ตาม แต่ก็ยังสามารถใช้เครือข่ายโยงใยปล่อยข่าวปลอมพุ่งตรงสู่สหรัฐฯผ่านทางโซเชียลมีเดีย เพื่อใช้โจมตีโจ ไบเดน ในลักษณะต่างๆนานา อีกทั้งยังมีปฏิบัติการขโมยข้อมูลจากค่ายทีมของโจ ไบเดน ส่งไปให้กับค่ายทีมของประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ในการดิสเครดิตถล่มคู่ต่อสู้ให้แหลกเป็นจุณ!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบอย่างเห็นได้เด่นชัด และเขาคงจะไม่สามารถอดทนยอมรับต่อความพ่ายแพ้ได้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเขาคงจะต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทาง เพื่อต้องการเอาชนะได้ครอบครองเก้าอี้ตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สองต่อไป ฉะนั้นเราคงติดตามดูกันว่า เขาจะงัดเอากลยุทธ์ใดออกมาใช้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะหยิบเอากลเม็ดเด็ดพรายที่เคยได้ผลเมื่อปี 2016 นำเอามาลอกเลียนแบบใช้อีกครั้งก็เป็นไปได้ละครับ