ศึกชิงบัลลังก์ของสภาคองเกรสสหรัฐฯ
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก ส่วนการเลือกตั้งกลางเทอมของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งครบแล้วครึ่งเทอมหรือสองปีก็เป็นข่าวสำคัญเช่นกันเพราะจะส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงของสหรัฐอเมริกา
ฉะนั้นจึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่คนอเมริกันจะให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งกลางเทอมหนัก และการเลือกตั้งกลางเทอมนี้มักจะเน้นหนักไปทางด้านการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 คน เพราะจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด และเนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯจะดำรงอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลาแค่เพียงสองปีเท่านั้น ฉะนั้นผลงานของบรรดาส.ส.ที่เป็นตัวแทนของแต่ละเขตในแต่ละรัฐจะต้องเข้าตาตรงใจต่อประชาชนในแต่ละเขตที่จะอนุมัติให้ส.ส.คนนั้นสอบผ่านหรือสอบตก!!!
ดังนั้นผู้แทนราษฎรแต่ละคนจำต้องเตรียมตัวมีความพร้อมในการสร้างผลงานให้อยู่ในสายตาของอเมริกันชนในเขตของตนอยู่ตลอดเวลา แถมยังต้องเตรียมหาเม็ดเงินเป็นทุนรอนเอาไว้ล่วงหน้าตลอดเวลาอีกด้วยเช่นกัน
สำหรับตำแหน่งวุฒิสมาชิก ซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละรัฐ จะมีรัฐละเพียงแค่ 2 คน และจะอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระในเวลาหกปี ทว่าวุฒิสมาชิกที่มีทั้งหมด 100 คนนั้น หนึ่งในสามจะมีการเลือกตั้งใหม่ในทุกๆสองปี ส่วนในการเลือกตั้งกลางสมัยในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2022 นี้ จะมีวุฒิสมาชิกลงแข่งขันเลือกตั้งเพียง 35 คนเท่านั้น โดยจะมีวุฒิสมาชิกที่สังกัดอยู่ในค่ายพรรคเดโมแครตลงแข่งขัน 14 คน และจะมีวุฒิสมาชิกที่สังกัดอยู่ในค่ายพรรครีพับลิกันลงแข่งขันทั้งหมด 21 คน
อนึ่งยังมีข้อแตกต่างระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสมาชิกดังนี้
โดยสมาชิกสภาผู้แทนฯจะมีหน้าที่เป็นตัวแทนของคนอเมริกันในแต่ละเขต (District) ของแต่แต่ละรัฐ ส่วนวุฒิสมาชิกจะเป็นตัวแทนของทั้งรัฐ ที่มีทั้งหมด 50 รัฐนั่นเอง!!!
อย่างไรก็ตามหากรัฐไหนเป็นรัฐใหญ่ ก็จะมีสมาชิกสภาผู้แทนฯมากขึ้นตามสัดส่วนของจำนวนประชากร ยกตัวอย่างเช่น รัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นรัฐที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด ณ เดือนพฤษภาคม ค.ศ.2022 นี้ จากผลการสำรวจรัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากรทั้งหมด 39,185,605 คน ฉะนั้นจึงมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 53 คน ส่วนรัฐเล็กๆ เช่น รัฐไวโอมิ่ง ซึ่งมีจำนวนประชาชนเพียงแค่ห้าแสนกว่าคน ก็จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแค่เพียงหนึ่งคนเท่านั้น
ส่วนตำแหน่งวุฒิสมาชิก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐเล็กหรือรัฐใหญ่ก็ตาม จะมีจำนวนวุฒิสมาชิกเพียงสองคนในแต่ละรัฐเท่าๆกัน!!!
ทั้งนี้ตำแหน่งวุฒิสภาของสหรัฐฯจะเรียกกันว่า “สภาสูง” ส่วนสภาผู้แทนราษฎรจะเรียกว่า "สภาล่าง” สำหรับอำนาจและหน้าที่ระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก ก็จะมีการแบ่งหน้าที่แยกจากกัน
สำหรับหน้าที่ในการจัดงบประมาณค่าใช้จ่ายจะเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่วนวุฒิสภาก็จะมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการแต่งตั้งฝ่ายตุลาการ โดยวุฒิสภาจะเป็นฝ่ายให้สัตยาบันสนธิสัญญาเพื่อยืนยันและรับรองในการแต่งตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯอีกด้วย
และยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ที่จะได้รับเลือกในตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯส่วนใหญ่มักจะมาจากวุฒิสมาชิก เนื่องจากวุฒิสมาชิกจะอยู่ในตำแหน่งนานกว่า จึงเป็นโอกาสดีในการสร้างผลงานชิ้นโบว์แดงได้มากกว่า โดยเฉพาะด้านการต่างประเทศ จึงมีผลทำให้ชาวอเมริกันได้รับทราบผลงาน เพราะบรรดาวุฒิสมาชิกจะมีโอกาสประชาสัมพันธ์ตนเองได้มากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง!!!
ทั้งนี้สิ่งที่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกของสหรัฐฯก็คือ พวกเขาทั้งหมดจะได้รับเลือกโดยตรงจากประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯมีความภาคภูมิใจว่า “สหรัฐฯคือประเทศที่มีประชาธิปไตย”
และถึงแม้ว่าการเลือกตั้งกลางสมัยในเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะถึงนี้ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” จะไม่มีการลงแข่งขันเลือกตั้งก็ตาม แต่ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในอีกสองปีข้างหน้าหากพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ได้รับชัยชนะมีเสียงข้างมากไม่ว่าในสภาผู้แทนฯหรือวุฒิสภา และหากเป็นเช่นนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดนก็จะอยู่ในฐานะลำบากในการบริหารประเทศและอาจจะกลายเป็นเป็ดง่อย
เนื่องจากสองปีที่ผ่านมานี้ทั้งสภาผู้แทนฯและวุฒิสภาพรรคเดโมแครตมีเสียงข้างมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนสามารถจะผ่านร่างกฎหมายสำคัญๆได้
อีกทั้งในอดีตที่ผ่านมาของการเลือกตั้งกลางสมัย พรรคใดก็ตามที่มีประธานาธิบดีดำรงอยู่ในตำแหน่ง ส่วนใหญ่แล้วพรรคนั้นมักจะแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม และเมื่อวิเคราะห์ถึงแนวโน้มการเลือกตั้งกลางเทอมของเดือนหน้าที่กำลังจะมาถึง โอกาสที่พรรครีพับลิกันจะชนะการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎรก็มีอยู่สูงมิใช่น้อย ดังนั้นพรรครัพับลิกันจึงมีการเตรียมความพร้อมอาทิเช่น เลือกตัวบุคคลที่จะเข้าไปนั่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ โดย “ส.ส.เควิน แม็คคาธี” เป็นตัวเต็งที่จะเข้าไปรับหน้าที่ประธานสภาคนใหม่ แทน “ประธานสภาแนนซี เพโลซี”คนปัจจุบัน หากพรรครีพับลิกันมีชัยชนะได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร!!!
ส่วนในวุฒิสภานั้น โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากก็มีค่อนข้างสูง ฉะนั้นหากเป็นเยี่ยงนั้นจริงๆก็ย่อมจะทำให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน โล่งใจ ทำงานบริหารได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีอำนาจในการต่อรองสูงมากขึ้น
ส่วนในกรณีการสอบสวนในเรื่องเหตุการณ์ก่อการจลาจลเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าจะเกี่ยวโยงไปถึง “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”ที่ถูกนักการเมืองค่ายพรรคเดโมแครตกล่าวหาว่า “มีส่วนชักใยอยู่เบื้องหลัง”และหากว่าในการเลือกตั้งกลางสมัยนี้ พรรครีพับลิกันสามารถได้รับชัยชนะจนได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯแล้วละก็ โอกาสที่จะทำให้ “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” พ้นจากข้อกล่าวหาก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง
ขณะนี้ดูเหมือนว่าคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะมีเหลืออยู่แค่เพียง 45% เท่านั้น ซึ่งค่อนข้างจะล่อแหลมต่อผลการเลือกตั้งของพรรคเดโมแครตทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในวุฒิสภา!!!
และเนื่องจากขณะนี้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีค่อนข้างต่ำ แน่นอนว่าคงจะสร้างความหนักใจในการที่จะรักษาสถานะของพรรคเดโมแครต เพื่อต้องการครองเสียงข้างมากในรัฐสภาเอาไว้มิใช่น้อย แต่อย่างไรก็ตามในความโชคร้ายก็ยังมีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้น เพราะราคาน้ำมันในสหรัฐฯลดลง และอัตราเงินเฟ้อก็ลดลง รวมถึงจำนวนของผู้ว่างงานก็ลดลงเหลือแค่เพียง 3.5% จาก 6.3% ตอนที่เขาเข้าสู่ทำเนียบขาวที่อาจจะเปิดโอกาสทำให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สามารถรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาเอาไว้ได้!!!
แต่เนื่องจากปรอททางด้านการเมืองของสหรัฐฯขณะนี้มีขึ้นๆลงๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนโดยเฉพาะในวุฒิสภาที่มีจำนวนวุฒิสมาชิกของทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตเท่าๆกันที่ 50:50 ดังนั้นการต่อสู้ของทั้งสองค่ายพรรคจึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นว่า ในการเลือกตั้งกลางสมัยนี้ใครจะได้รับชัยชนะ จนสามารถครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการเลือกตั้งกลางสมัยที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2022 ก็จะมีความสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของสหรัฐฯ รวมทั้งจะเป็นการวาดอนาคตทางการเมืองของประธานาธิบดีโจ ไบเดนในอีกสองปีข้างหน้าอีกด้วย แต่สิ่งที่ชาวอเมริกันมีความภาคภูมิใจที่สุดก็คงจะมาจาก การที่พวกเขามีสิทธิและมีเสียงสามารถจะเลือกเฟ้นทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและทั้งวุฒิสมาชิก ที่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนมาจากน้ำมือของคนอเมริกันโดยตรง ไม่มีคำว่า “เล่นพรรค เล่นพวก”เหมือนดั่งเช่นการเมืองในประเทศไทยของเราที่ได้กลายเป็นรัฐบาลเผด็จการและได้สร้างวิกฤตการเมืองอย่างต่อเนื่องละครับ