ประธานาธิบดีโจ ไบเดน นักการเมืองมือสะอาดจะนำพาพญาอินทรีผงาดอีกครั้ง
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
นักการเมืองคนใดก็ตามหากมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าและมีความมุ่งมั่นต้องการที่จะเข้าไปสมัครลงแข่งขันเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้วละก็ นักการเมืองคนนั้นๆจะต้องออกมาเปิดเผยหลักฐานการเสียภาษีต่อสาธารณะ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสเป็นคนมือสะอาดไร้มลทินไม่มีความด่างพร้อยเรื่องภาษี
ที่ผ่านมาตั้งแต่ครั้งยังดำรงอยู่ในตำแหน่งอดีตรองประธานาธิบดีนั้น โจ ไบเดนมีเจตจำนงค์ต้องการที่จะลงแข่งขันในตำแหน่งประธานาธิบดี เขาจึงแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยออกมาเปิดเผยแสดงหลักฐานการเสียภาษีย้อนหลังไปถึง 22 ปี!!!
อีกทั้งเมื่อครั้งที่โจ ไบเดน ยังคงดำรงอยู่ในตำแหน่งวุฒิสมาชิกอย่างยาวนานถึง 36 ปีนั้น จะเห็นได้ว่าเขารักษาภาพพจน์ของเขาอย่างเคร่งครัด และเขามักจะพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า “ข้าพเจ้าเป็นนักการเมืองที่ยากจนที่สุดในวุฒิสภา และข้าพเจ้ายังถือว่าเป็นตัวแทนของคนชั้นกลางอีกด้วย”
และเนื่องจากอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคร่งครัดในเรื่องของความถูกต้องด้านการยื่นเสียภาษีรายได้ให้แก่ภาครัฐ ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องราวอื้อฉาวใดๆให้เป็นที่โจษขาน
อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีในยุคสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ปรากฏว่าเมื่อปี 2016 รายได้ของเขารวมกับภรรยาอยู่ที่ 396,456 เหรียญ และเสียภาษีอยู่ที่ 92,198 เหรียญ
แต่ในปี 2017 และปี 2018 ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงทำเงินทำทองที่รองประธานาธิบดีโจ ไบเดนและภรรยาทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ
อาทิ เมื่อปี 2017 เขาได้รับเชิญให้ไปแบ่งปันประสบการณ์สมัยที่เขาอยู่ในตำแหน่งรองประธานาธิบดี ซึ่งมีทั้งหมด 49 ครั้งด้วยกัน โดยได้รับค่าตอบแทนอย่างน้อยครั้งละ 8,040 เหรียญขึ้นไป แถมเขายังมีรายได้จากการปรากฎตัวขายหนังสือตามสถานที่ต่างๆเป็นยอดเงิน 234,820 เหรียญ
ส่วนรายได้จากตำแหน่งศาสตราจารย์ ณ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเมื่อปี 2017 เป็นเงิน 371,159 เหรียญ และปี 2018 เขาก็ได้รับค่าตอบแทนจากสถาบันนี้อีก 405,368 เหรียญ
ส่วนรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำมากที่สุดในปี 2017 มาจากหนังสือที่เขาเขียนที่มีชื่อว่า “Promise Me, Dad,” และหนังสือของ ดร.จิล ไบเดนซึ่งเป็นภรรยาชื่อ “Where the Light Enters” โดยได้รับรายได้ถึง 11 ล้านและในปี 2018 ก็ได้รับรายได้เพิ่มขึ้นจากหนังสืออีก 4.6 ล้านเหรียญ
ส่วน"ดร.จิล ไบเดน"ภรรยาของเขามีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ประจำอยู่ที่ "Northern Virginia Community College" โดยในปี 2017 เธอได้รับคำตอบแทนเป็นเงิน 90,132 เหรียญ และในปี 2018 เธอได้รับเงินเดือนปีละ 94,705 เหรียญ
และจะเห็นได้ว่าในปี 2017 โจ ไบเดนและภรรยาก็ได้เสียภาษีให้แก่รัฐบาลอยู่ที่ 3,742,974 เหรียญ, ปี 2018 เสียภาษีที่ 1,528,208 เหรียญ, ปี 2019 เขาจ่ายภาษีให้แก่รัฐบาลกลางอีก 299,346 เหรียญ และเมื่อปีกลายโจ ไบเดนก็ได้เสียภาษีเป็นเงิน 157,414 เหรียญจากรายได้ทั้งหมด 607,336 เหรียญ
คราวนี้ลองหันมาดูด้านการมีจิตกุศลของโจ ไบเดนก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวกันบ้าง
ในปี 2017 โจ ไบเดน และภรรยาบริจาคเงินไปกว่าหนึ่งล้านเหรียญให้กับองค์กรต่างๆ อาทิเช่นบริจากให้กับ “ United Jewish Federation of Chicago” เป็นเงิน 180,000 เหรียญ, ให้แก่ศูนย์ชุมชน “Kingswood Community Center” เป็นเงิน 160,000 เหรียญ และบริจาคอีก 150,000 เหรียญให้แก่ “มูลนิธิ .Beau Biden” ที่เขาตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงลูกชายคนโตที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งโดยเสียชีวิตขณะที่เขาดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดของรัฐเดลาแวร์และยังเป็นเพื่อนสนิทกับคามาลา แฮร์ริสอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนียและดูเหมือนว่าคงจะไม่แปลกอะไรที่โจ ไบเดนเลือกคามาลา แฮร์ริสในตำแหน่งรองประธานนาธิบดี!!!
อนึ่งทันทีที่โจ ไบเดน ประกาศลงแข่งขันเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2019 เขาก็ได้กลายเป็นนักการเมืองตัวเก็งเหนือนักการเมืองคนอื่นๆที่เข้าลงแข่งขันในพรรคเดโมแครต 20 คน โดยทุกฝ่ายต่างพากันเพ่งเล็งว่าเขาคือทายาทที่สืบทอดมรดกทางการเมืองของประธานาธิบดีบารัก โอบามา
และครั้งนั้นก็จะเห็นได้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ออกมาแสดงท่าทีประกาศตัวเป็นศัตรู เป็นคู่แข่งขันกับโจ ไบเดนเป็นฝ่ายตรงข้ามในทันทีทันใด
ส่วนประเด็นเรื่องการเสียภาษีระหว่างโจ ไบเดน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาในทันที โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าในปี 2016 และปี 2017 เขาจ่ายเสียภาษีเพียงปีละ 750 เหรียญซึ่งนับว่าน้อยมากทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับคนอเมริกันทั่วไป
และถึงแม้ว่าโจ ไบเดน จะพยายามเรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยหลักฐานการเสียภาษีเท่าใดก็ตาม แต่ปรากฏว่า โดนัลด์ ทรัมป์ กลับหลีกเลี่ยงพูดอ้อมๆแอ้มๆว่า "ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของสรรพากร" และเขายังได้ให้สัญญาว่า หากเขาได้รับชัยชนะการเลือกตั้ง เขาก็จะเปิดเผยในทันที แต่ในช่วงสี่ปีที่เขาอยู่ในทำเนียบขาว ก็มิเคยมีการเปิดเผยแต่อย่างใด
และยังปรากฏอีกว่า 48 ชั่วโมงก่อนหน้าที่จะมีการโต้วาทีในครั้งแรก ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับ โจ ไบเดน หนังสือนิวยอร์กไทมส์ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 กันยายน ปี 2019 ที่ผ่านมาว่า "ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมานี้ ปรากฏว่าโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้จ่ายภาษีถึง 10 ปีเลยทีเดียว"
และจากข้อมูลดังกล่าว มีผลทำให้การโต้วาทีครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2019 นั้นโจ ไบเดน เป็นฝ่ายรุกตั้งข้อซักถามโดนัลด์ ทรัมป์ว่า เมื่อไหร่ถึงจะเปิดเผยหลักฐานเสียภาษี ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ กระอึกกระอักตอบตะกุกตะกักแบบเลี่ยงๆไม่ตรงประเด็น และถึงแม้ว่า "คริส วอลเลซ" พิธีกรผู้ดำเนินรายการจากสถานีโทรทัศน์ฟอกซ์นิวส์ จะพยายามหยิบยกชูเอาประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาก็ตาม แต่กลับดูเหมือนว่าไร้ผล จนโจ ไบเดน อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากบริภาษตอกกลับไปว่า “เท่าที่ผ่านมาถือได้ว่าคุณคือประธานาธิบดีที่แย่ที่สุด"
และถึงแม้ว่าช่วงสี่ปีขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังดำรงอยู่ในตำแหน่งสี่ปี เขาได้พยายามผลักดันให้ทนายความของเขาต่อสู้คดีในศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพื่อขัดขวางไม่ให้มร.ไซรัส แวนซ์ (ลูกชายของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์) อัยการของนครแมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์กได้หลักฐานเสียภาษี โดยอัยการของนครแมนฮัตตันสงสัยว่าประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะมีส่วนพัวพันกับเรื่องผิดกฎหมายด้านหลีกเลี่ยงภาษี โดยอัยการผู้นี้ได้พยายามสืบสวนอยู่สองปีกว่าๆแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ
ในที่สุดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021 นี้หนึ่งเดือนหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พ้นตำแหน่ง ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาได้ออกคำสั่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยินยอมมอบหลักฐานเกี่ยวกับภาษีทั้งหมดให้แก่อัยการนครแมนฮัตตันและคาดว่าหากไม่มีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับการเรื่องภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ศาลสูงสุดสหรัฐฯก็คงไม่ออกคำสั่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยหลักฐานเสียภาษีอย่างแน่นอน
โดยขณะนี้อัยการของนครแมนฮัตตันร่วมมือกับผู้ว่าฯของรัฐนิวยอร์กกำลังตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษีหลายหมื่นชิ้นของประธานาธิบดีทรัมป์รวมทั้งธุรกรรมต่างๆของประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งคาดว่าเรื่องนี้คงจะกลายเป็นซีรี่ย์ม้วนยาวที่คนอเมริกันกำลังเฝ้าจับตามองดูว่า อัยการของนครแมนฮัตตันและผู้ว่าฯของรัฐนิวยอร์กจะตั้งข้อหาอะไรต่อประธานาธิบดีทรัมป์และเจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งคงจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ โดยอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ออกมากล่าวอ้างว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นเกมการเมือง!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้น สำนักหยั่งเสียง Pew Research ซึ่งเป็นโพลที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกมาเปิดเผยล่าสุดนี้ว่า คนอเมริกันถึง 65% มั่นใจต่อการบริหารประเทศในช่วงเดียวกันของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มากกว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ถึง 21% อีกทั้งการที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนมีทีมงานระดับมืออาชีพชั้นเซียน บวกควบรวมกันไปกับคาแรคเตอร์ส่วนตัวของประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่เพียบพร้อมไปด้วยความสุขุมรอบคอบ เป็นคนประนีประนอม มีความกล้าหาญ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความอดทนสูงและมือสะอาดปราศจากราคี ก็พอจะสรุปได้ว่าขณะที่สหรัฐฯกำลังมีความแตกแยกกันอย่างสูงแต่ยังโชคดีที่สหรัฐฯได้ผู้นำถูกที่ถูกเวลา แต่คงต้องขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะสามารถประสานรอยร้าวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สร้างขึ้นให้สหรัฐอเมริกากลับมาเป็นพญาอินทรีพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่ดังเดิมได้หรือไม่เท่านั้นละครับ