“เบลารุส”ยุทธภูมิใหม่2ขั้วมหาอำนาจ

ต่างประเทศ19 ส.ค. 2563 • 05:16 น.
“เบลารุส”ยุทธภูมิใหม่2ขั้วมหาอำนาจ
กำลังทวีดีกรีเดือดด้วย “ปรากฏการณ์ม็อบ” ที่ทั่วโลกต้องจับตาอีกประเทศหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับ “เบลารุส” ประเทศแลนด์ล็อก ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเล ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ที่กำลังเผชิญหน้ากับ “การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่” โดยเป็นการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเบลารุส นับตั้งแต่แยกประเทศจากการดินแดนบริวารเก่าของอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย เมื่อช่วงต้นของทศวรรษ 2530 มาเลยก็ว่าได้ เมื่อปรากฏว่า ผู้คนจำนวนหลายแสน มารวมตัวที่ย่านใจกลางกรุงมินสก์ เมืองหลวง ตลอดจนเมืองต่างๆ อีกหลายแห่งของเบลารุส เพื่อประท้วงต่อ “ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก” ผู้นำประเทศวัย 65 ปี ด้วยข้อกล่าวหาของประชาชาวม็อบว่า โกงเลือกตั้งครั้งมโหฬาร ที่เปิดคูหาให้ประชาชนได้หย่อนบัตรเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เสียงบริสุทธิ์ของประชาชนจะเลือกเขา จนได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากถึง 4,661,075 เสียง หรือคิดเป็นร้อยละ 80.10 ทั้งๆ ที่เรตติง คะแนนนิยมของนายลูคานเชนโก ผู้ที่ได้ชื่อว่า “เผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป” กำลังดิ่งเหว เพราะประชาชนชาวเบลารุส ไม่ปลื้มเขาในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอาทิ จนประเทศชาติถดถอย สวนทางแตกต่างกับผู้สมัครรับเลือกตั้งขวัญใจของชาวม็อบ คือ “นางสเวียตลานา ติคานอฟสกายา” ฝ่ายค้าน ผู้หาญกล้าชิงชัยกับประธานาบดีลูคาเชนโก โดยการประเมินตามการกล่าวอ้างของฟากฝ่ายค้าน ก็ระบุว่า นางติคานอฟสกายา นักการเมืองหญิงรุ่นใหม่ ผู้มีวัยเพียง 37 ปีรายนี้ น่าจะได้คะแนนเสียงที่ร้อยละ 60 -70 ด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพียงร้อยละ 10.12 ที่มีคนเลือกเธอเพียง 588,622 เสียง ตามที่ทางการเบลารุสประกาศ เนื่องจากคะแนนนิยมของผู้สมัครหญิงรายนี้ ดีวันดีคืน อย่างเหลือหลาย ประท้วงไม่ประท้วงเปล่า แต่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเรือนแสนคน ที่ผละงานมาร่วมม็อบ ต่างพากันตะโกนเรียกร้องให้นายลูคาเชนโก ก้าวลงจากเก้าอี้ประธานาธิบดีด้วยอีกต่างหาก ก่อนการชุมนุมประท้วงจะเพิ่มดีกรีเดือด กลายเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มม็อบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน ถึงขั้นละเลงเลือด สังเวยชีพม็อบไปหลายคน โดยที่นับว่าสร้างความฮือฮา ก็เป็นรายของชายอายุ 34 ปี ทราบชื่อภายหลังว่า “นายอเล็กซานเดอร์ ตาไลคอฟสกี” เสียชีวิตใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งหนึ่งในกรุงมินสก์ โดยสภาพศพมีแผลฉกรรจ์ที่หน้าอก ซึ่งขัดแย้งกับการรายงานของกระทรวงมหาดไทยเบลารุส ที่ว่า เขาเสียชีวิตเพราะระเบิดที่เขาจะขว้างใส่ทหารที่รักษาการ แต่ระเบิดทำงานขึ้นเสียก่อน ในขณะที่ระเบิดยังอยู่ในมือของเขา สร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนที่มาร่วมม็อบ จนปะทะเดือดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย และมีสมาชิกม็อบถูกตำรวจจับกุมไปหลายพันคน โดยความรุนแรงจากปรากฏการณ์ม็อบในเบลารุส ก็ถึงทำให้ล่าสุด ทำให้ทางการรัสเซีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศที่จะให้ความสนับสนุนทางการทหารแก่รัฐบาลประธานาธิบดีลูคาเชนโกในการเผชิญหน้ากับม็อบ หากมีความจำเป็น ยิ่งสร้างความโกรธแค้นแก่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดเติมคนเข้าไปในม็อบอีกจำนวนนับแสนคน ในการประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลประธานาธิบดีลูคาเชนโก โดยมีรายงานว่า เหล่าชาติมหาตะวันตก ที่นำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป หรืออียู ก็ยืนถือหางข้างฝ่ายค้านและกลุ่มผู้ชุมนุมในเบลารุส ในการผชิญหน้ากับรัฐบาลประธานาธิบดีลูคาเชนโก ซึ่งเป็นที่รับรู้ว่า ทางการรัสเซีย ให้ความสนับสนุน แบบถึงขนาดที่ผู้นำเบลารุส ยอมเปลี่ยนธงชาติจากเบลารุสรุ่นแยกประเทศ เมื่อทศวรรษที่ 2530 กลับไปสู่ธงชาติรูปแบบเก่าสมัยที่ยังดินแดนบริวารของอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซียครั้งกระนั้น ท่ามกลางความหวั่นใจของบรรดามหาอำนาจชาติตะวันตกว่า เบลารุสอาจกลายเป็นอีกดินแดนหนึ่ง ที่อาจกลับไปอยู่ใต้ปีกของรัสเซีย ยุคปูติน ที่กำลังขยายอิทธิพลอย่างหนัก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับครั้งรุกเข้าสู่จอร์เจีย และยูเครน รวมไปถึงการผนวกดินแดนไครเมีย จนเขย่าเหล่าชาติตะวันตกให้สั่นประสาทกันมาแล้ว