นับถอยหลังตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา มวลมนุษยชาติกำลังเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดสะพรึง เมื่อมหันตภัย "ธรณีพิโรธ" ปะทุขึ้นทั่วทุกมุมโลกมากกว่าหลายร้อยครั้ง ส่งคลื่นความช็อกสะเทือนชั้นเปลือกโลก และสร้างความเสียหายทางโครงสร้างอย่างมหาศาล ระดับที่ทำลายล้างเมืองทั้งเมืองให้พังทลายในพริบตา คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ นับพันคน และส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บรวมกันแล้วหลายหมื่นคนทั่วโลก
จากบันทึกข้อมูลทางธรณีวิทยาที่รวบรวมโดยศูนย์เฝ้าระวังแผ่นดินไหวสากล พบสถิติแผ่นดินไหวระดับมหันตภัยที่มีความรุนแรงตั้งแต่นานาชาติกำหนดไว้ที่ขนาด 7.0 แมกนิจูด ขึ้นไป (Magnitude 7.0+) ปะทุขึ้นถี่ผิดปกติรวมแล้วถึง 11 ครั้งใหญ่ ดังนี้
1. เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์แรกในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ช็อกพื้นที่ประเทศมาเลเซียด้วยแรงสั่นสะเทือนขนาด 7.1 ส่งผลให้ตึกสูงในเขตเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน อาคารบางแห่งเกิดรอยแตกร้าวและมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 บริเวณห่างจากเมืองโคตาเบลุด รัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 57 กิโลเมตร และมีความลึกราว 629 กิโลเมตร ตามข้อมูลของยูเอสจีเอส
แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ของซาบาห์ รวมถึงบางพื้นที่ของรัฐซาราวักและคาบสมุทรมาเลเซีย ขณะที่มีรายงานประชาชนในสิงคโปร์รับรู้แรงสั่นสะเทือนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแผ่นดินไหวเกิดขึ้นลึกมาก จึงส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนบนพื้นผิวไม่รุนแรง และไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้เสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ โดยกรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียรายงานขนาด 6.8 แมกนิจูด ขณะที่ยูเอสจีเอสระบุขนาด 7.1 และไม่มีภัยสึนามิที่เป็นอันตรายต่อมาเลเซีย
2. ถัดมาในวันที่ 24 มีนาคม 2569 เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ที่ประเทศตองกา สร้างความตื่นตระหนกจากเตือนภัยสึนามิตลอดแนวชายฝั่ง
วันที่ 24 มีนาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 บริเวณห่างจากเมืองเนียฟู ประเทศตองกา ไปทางตะวันตกประมาณ 158 กิโลเมตร โดยมีความลึกราว 234 กิโลเมตร ตามข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบของยูเอสจีเอส
แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในระดับความลึกปานกลาง ส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ห่างไกล แต่โดยทั่วไปแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นลึกเช่นนี้มีแนวโน้มสร้างความเสียหายบนพื้นผิวน้อยกว่าแผ่นดินไหวขนาดเดียวกันที่เกิดใกล้พื้นผิว
3. จากนั้นวันที่ 30 มีนาคม 2569 ศูนย์กลางรอยเลื่อนในประเทศวานูอาตู ขยับตัวแรงขนาด 7.3 พังทลายบ้านเรือนและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน
วันที่ 30 มีนาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 ห่างจากเมืองลูแกนวิลล์ ประเทศวานูอาตู ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 51 กิโลเมตร ที่ความลึกประมาณ 120.6 กิโลเมตร
4. เข้าสู่วันที่ 1 เมษายน 2569 ประเทศอินโดนีเซียเผชิญภัยพิบัติขนาด 7.4 เขย่าเกาะทางใต้จนเกิดดินถล่มทับเส้นทางคมนาคม
วันที่ 1 เมษายน 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในทะเลโมลุกกะ ห่างจากเมืองเตอร์นาเต ประเทศอินโดนีเซีย ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 127 กิโลเมตร โดยมีความลึกประมาณ 35 กิโลเมตร ตามข้อมูลของยูเอสจีเอส
แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบริเวณเขตที่มีความซับซ้อนทางธรณีวิทยา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในภูมิภาคอินโดนีเซียตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาสูงของโลก
5. ต่อมา วันที่ 20 เมษายน 2569 รอยเลื่อนในประเทศญี่ปุ่นปล่อยพลังงานขนาด 7.7 ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและรถไฟต้องหยุดให้บริการชั่วคราว
วันที่ 20 เมษายน 2569 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงนอกชายฝั่งซันริคุ ประเทศญี่ปุ่น โดยข้อมูลของหน่วยงานวิจัยแผ่นดินไหวญี่ปุ่นระบุขนาด 7.7 ที่ความลึกประมาณ 19-20 กิโลเมตร และทำให้เกิดคลื่นสึนามิตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่ฮอกไกโดถึงภูมิภาคโทโฮคุ
มีการตรวจวัดคลื่นสึนามิสูงประมาณ 0.8 เมตรที่ท่าเรือคุจิ จังหวัดอิวาเตะ และประมาณ 0.4 เมตรที่อุราคาวะ จังหวัดฮอกไกโด ขณะที่มีรายงานแรงสั่นสะเทือนระดับสูงสุด 5 บนมาตรวัดความรุนแรงของญี่ปุ่นในจังหวัดอาโอโมริ และมีรายงานความเสียหายและผู้ได้รับบาดเจ็บ
6. ขยับมาที่วันที่ 8 มิถุนายน 2569 มหันตภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ ด้วยความรุนแรงถึงขนาด 7.8 ส่งผลให้อาคารพังทลายลงมาทับผู้คน มีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับร้อยราย
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ฟิลิปปินส์เผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.8 บริเวณนอกชายฝั่งจังหวัดซารังกานี ทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนา โดยเกิดขึ้นเวลาประมาณ 07.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น และอยู่ห่างจากเมืองเจเนอรัลซานโตสไม่มากนัก
แรงสั่นสะเทือนทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบ และมีการประกาศเตือนภัยสึนามิในหลายพื้นที่ชายฝั่ง ขณะที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งระดมหน่วยงานภาครัฐเข้าช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เหตุการณ์ดังกล่าวยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงตามมา โดยประชาชนในหลายพื้นที่ของมินดาเนาสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน
7 และ 8. วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อประเทศเวเนซูเอลาโดนแผ่นดินไหวซ้ำซ้อน 2 ครั้งซ้อนในวันเดียว โดยครั้งแรกแรงขนาด 7.5 และตามด้วยอาฟเตอร์ช็อกขนาดใหญ่ 7.2 สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างเมืองและอาคารอยู่อาศัยอย่างหนักหน่วง
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวแฝด (Seismic Doublet) ครั้งประวัติศาสตร์ในประเทศเวเนซุเอลา โดยขนาด 7.2 เกิดขึ้นก่อนที่รอยเลื่อนในรัฐยารากุย และตามด้วยขนาด 7.5 ในอีก 39 วินาทีต่อมา บริเวณนอกชายฝั่งรัฐลาไกวรา สร้างความเสียหายรุนแรงในกรุงการากัสและพื้นที่ใกล้เคียง
รายละเอียดและผลกระทบของเหตุการณ์เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 เป็นครั้งแรก (Foreshock) ตามด้วยขนาด 7.5 (Mainshock) ห่างกันเพียง 39 วินาทีมีจุดศูนย์กลางความลึกตื้นราว 10 กิโลเมตร ตามแนวรอยเลื่อนบนเขตแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนและอเมริกาใต้อาคารบ้านเรือนในกรุงการากัสและรัฐลาไกวราพังทลายเป็นจำนวนมาก
ท่าอากาศยานนานาชาติไมเกเตียได้รับความเสียหายและถูกสั่งปิดชั่วคราวรัฐบาลรักษาการประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเพื่อระดมกู้ภัย
สถานการณ์ความสูญเสียยอดผู้เสียชีวิตจากรายงานของ Al Jazeera เพิ่มสูงเกินกว่า 6,000 รายในเวลาต่อมาประชาชนบาดเจ็บและไร้ที่อยู่อาศัยอีกนับหมื่นคน นานาชาติรวมถึงสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่ประสบภัย
9.ถัดมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 แผ่นดินไหวขนาด 7.3 สั่นสะเทือนประเทศเม็กซิโก ส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพออกจากตึกสูงอย่างวุ่นวาย
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาดเบื้องต้น 7.3 บริเวณใกล้ชายฝั่งรัฐเชียปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก โดยศูนย์เตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ ระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเวลา 14.49 น. ตามเวลาสากล และต่อมาประเมินว่าภัยคุกคามจากสึนามิได้ผ่านพ้นไปแล้ว
แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงบางส่วนของกัวเตมาลาและเอลซัลวาดอร์ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับคำแนะนำให้ติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
10. จากนั้นวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ประเทศโคลอมเบียเจอกระแทกแรงขนาด 7.4 ก่อให้เกิดดินถล่มปิดทับหมู่บ้าน
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานสถานการณ์ในประเทศโคลอมเบีย หลังประสบภัยแผ่นดินไหวขนาด 7.4 เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2569 เจ้าหน้าที่พบร่างผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องและส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 294 ราย ท่ามกลางความหวังว่า จะพบผู้รอดชีวิตที่เริ่มริบหรี่ลงเนื่องจากเลยช่วงเวลาทอง 72 ชั่วโมงแล้ว ถึงอย่างนั้นเจ้าหน้าที่ยังเร่งค้นหาผู้สูญหายอีกกว่า 320 ราย
รายงานระบุด้วยว่า นายดาเนียลา ลาร์โก วัย 32ปี ผู้รอดชีวิตหลังติดใต้ซากปรักหักพังนาน 36 ชั่วโมง เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล ส่วน นายฆวน เฟลิเป จิรัลโด วัย 24 ปี ถูกพบเสียชีวิตหลังหน่วยกู้ภัยพยายามช่วยเหลือนายจิรัลโดจากโรงแรมที่พังถล่ม
และล่าสุด 11. เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ประเทศอินโดนีเซียต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงระดับ 7.7 อีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างหนัก
เหตุแผ่นดินไหว ขนาด 7.7 นอกชายฝั่งเกาะโฟลเรซ จังหวัดนูซาเติงการาตะวันออก ของประเทศอินโดนีเซีย ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 47 ราย ในจำนวนนี้ 24 รายเป็นเหยื่อในอำเภอมังกาไร อีก 17 รายในอำเภอมังการไรตะวันออก 3 รายในอำเภอซิกกา อย่างน้อย 1รายในอำเภองาดา อำเภอเอินเดอ และอำเภอมังการไรตะวันตก ด้านหน่วยกู้ภัยยังระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตจากใต้ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน
เมื่อนำสถิติมหันตภัยทั้ง 11 เหตุการณ์มารวมกัน จะพบยอดผู้เสียชีวิตรวมสะสมพุ่งสูงเกินกว่าหลายพันคน พร้อมผู้บาดเจ็บอีกนับหมื่นราย และสร้างมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล หลายหน่วยงานจึงต้องจับตาถึงเปลือกโลกในปี 2569 กำลังอยู่ในสภาวะปลดปล่อยพลังงานอย่างรุนแรงและผันผวนที่สุดในรอบทศวรรษ
#แผ่นดินไหว #แผ่นดินไหว2569 #ภัยพิบัติธรรมชาติ #ข่าวแผ่นดินไหว #ธรณีพิโรธ #ข่าววันนี้ #เตือนภัยพิบัติ #สถิติภัยพิบัติ #USGS #แผ่นดินไหวโลก #ภัยพิบัติ #สึนามิ #ญี่ปุ่น #ฟิลิปปินส์ #อินโดนีเซีย #เวเนซุเอลา #มาเลเซีย #เม็กซิโก #ข่าวต่างประเทศ #ข่าววันนี้ #ข่าวล่าสุด








