ตามที่ปรากฏรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ภายหลังการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา (UN Special Rapporteur on the situation of human rights in Cambodia) ระหว่างวันที่ 20–31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีการพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ไทย–กัมพูชา นั้น
1. ไทยรับทราบแถลงการณ์ดังกล่าว และขอย้ำอีกครั้งว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่นำมาสู่ผลกระทบต่าง ๆ ไม่ใช่ความขัดแย้งที่เริ่มโดยฝ่ายไทย แต่มาจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยโดยฝ่ายกัมพูชา
2. กรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศชาวกัมพูชา (Internally Displaced Persons: IDPs) จำนวน 650,000 คน นั้น ไทยขอชี้แจงว่า จำนวนที่กล่าวอ้างนั้น ในความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไทยเคยเปิดให้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 อันเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากไทย อย่างไรก็ดี ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้ว กลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้ย้ายออกจากพื้นที่ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งแล้วก็ตาม จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย และไม่เข้านิยามของการเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs)
3. ไทยเห็นว่า ประเด็นเรื่องสิทธิในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิ (right of return) ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อการประชาสัมพันธ์ในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่รับผิดชอบการดูแลและคุ้มครองประชาชนของตนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จนต้องพลัดถิ่นภายในกัมพูชา ทั้งในด้านสิทธิในชีวิตและความปลอดภัย และการให้หลักประกันว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงที่พักพิงที่เหมาะสม มาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อาหาร น้ำสะอาด สุขาภิบาล และบริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น
4. สำหรับกรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทย ซึ่งผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีจำนวน 900,000 คน ไทยขอชี้แจงว่า แรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศภายหลังเกิดสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ประกอบด้วยทั้งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงาน โดยแรงงานดังกล่าวเดินทางกลับกัมพูชาโดยสมัครใจภายหลังการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นมาโดยตลอดว่าให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาในไทย และไม่เคยมีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกัมพูชาออกจากประเทศแต่อย่างใด
5. ขอย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความร่วมมือกับกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีคำชี้แจงเรื่องนี้ต่อกลไกดังกล่าว ซึ่งได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการไว้แล้ว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
6. ไทยเห็นว่า กลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรยึดมั่นในหลักความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม และการพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งคำนึงถึงข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครอบคลุม เพื่อให้การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างสมดุล และสอดคล้องกับอาณัติของกลไกพิเศษอย่างแท้จริง
7. ไทยพร้อมที่จะมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาด้วย โดยร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) วันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด รวมถึงการลดระดับความตึงเครียด และการงดเว้นการกระทำหรือการกล่าวหาที่เป็นการยั่วยุและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือบั่นทอนความไว้วางใจ เพื่อเปิดทางสู่การแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามแนวชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีร่วมกันต่อไป








