รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรครั้งใหม่กับสินค้านำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยกำหนดอัตราภาษีระหว่าง 10-12.5% ซึ่งไทยถูกจัดเก็บในอัตราสูงสุดที่ 12.5% พร้อมระบุว่าเป็นมาตรการลงโทษประเทศที่ปล่อยให้มีการใช้แรงงานบังคับ อันเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม
คณะบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) ว่า มาตรการภาษีดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 11.01 น. ตามเวลาไทย
การประกาศครั้งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% จะสิ้นสุดลงในวันเดียวกัน
รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ผลการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ ปี ค.ศ. 1974 พบว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการภาษีเพื่อตอบโต้แนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
สำหรับประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงสุด 12.5% ได้แก่ ไทย เวียดนาม และจีน รวมถึงประเทศคู่ค้าอีกหลายแห่งที่อยู่ในข่ายมาตรการเดียวกัน
ส่วนประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10% มีจำนวน 17 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา ตรินิแดดและโตเบโก และสหราชอาณาจักร ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าประเทศเหล่านี้มีกฎหมายบางส่วนที่ห้ามการใช้แรงงานบังคับ
ขณะที่สหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมให้มีอัตรารวมอยู่ที่ 10% หรือ 12.5% เมื่อรวมกับอัตราภาษีศุลกากรสำหรับประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง หรือเอ็มเอฟเอ็น
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงยกเว้นการจัดเก็บภาษีสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น น้ำมันและก๊าซ สินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตหรือเพาะปลูกได้เพียงพอ สินค้าที่หากจัดเก็บภาษีแล้วจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมถึงสินค้าที่มาตรการภาษีไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการค้าได้ และสินค้าเหล็กที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีเฉพาะอยู่แล้ว
นอกจากนี้ สินค้าจำนวนมากที่เป็นไปตามข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา หรือ USMCA ซึ่งลงนามในสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ยังได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า นี่เป็นมาตรการบังคับใช้ด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยดำเนินการ โดยมองว่าการใช้แรงงานบังคับไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน แต่ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศที่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนประเทศคู่ค้า 60 ประเทศตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า เพื่อตรวจสอบว่ามีการดำเนินนโยบายหรือแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นการป้องกันสินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับ
#สหรัฐขึ้นภาษี #ภาษีนำเข้า #ทรัมป์ #ไทย #เศรษฐกิจไทย #การค้าโลก #ส่งออกไทย #สงครามการค้า #ข่าวเศรษฐกิจ #สหรัฐ








