ตลาดหุ้นเอเชียเปิดปรับตัวลดลงในช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.ค.) ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงกว่า 500 จุดในวันก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีแนสแด็กดิ่งลงกว่า 2% จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ และผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สร้างความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนมูลค่ามหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดร่วง 1.3% มาอยู่ที่ระดับ 65,584.25 จุด จากแรงขายหุ้นในวงกว้าง ขณะที่ดัชนีคอสปิของเกาหลีใต้เปิดตลาดลดลง 1.4% แตะระดับ 7,000.78 จุด
ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจับตาคือมาตรการภาษีการค้าของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรครั้งใหม่กับสินค้านำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ในอัตรา 10-12.5% โดยไทยถูกเรียกเก็บในอัตราสูงสุด 12.5%
รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ประเทศที่ปล่อยให้เกิดการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งส่งผลให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยคำสั่งดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม ตามเวลาสหรัฐฯ หรือเวลา 11.01 น. ตามเวลาไทย
ด้านสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นอีกแรงกดดันต่อตลาด หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาการกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งอาจรุนแรงกว่าปฏิบัติการ "เอพิค ฟิวรี" ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเคยร่วมกันโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สำนักข่าวแอกซิออส รายงานว่า ทรัมป์ ระบุว่า อิหร่าน "ยังได้รับความเจ็บปวดไม่มากพอ" พร้อมเปิดเผยว่ากำลังพิจารณาทางเลือกด้านการทหารอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ ยังโพสต์ข้อความผ่านทรูธ โซเชียล เตือนว่า หากกลุ่มฮูตีโจมตีเรือในช่องแคบบับ เอล-มันเดบอีกครั้ง สหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยการโจมตีอิหร่านและกลุ่มฮูตีอย่างหนัก โดยกล่าวถึงปฏิบัติการโจมตีกลุ่มฮูตีของสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายตอบโต้การขัดขวางการค้าและการเดินเรือระหว่างประเทศ
ด้านนโยบายเศรษฐกิจ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 22,000 ราย สู่ระดับ 187,000 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สัปดาห์วันที่ 6 กันยายน 2512 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 215,000 ราย
ธนาคารกลางยุโรป หรือ อีซีบี มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ตามที่ตลาดคาดการณ์ ท่ามกลางความกังวลจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงอีกครั้ง
การคงอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2.25% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 2.65% และอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ 2.40%
ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป หรือ อียู มีคำสั่งปรับบริษัท กูเกิล อิงค์ เป็นเงิน 890 ล้านยูโร หรือประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อกล่าวหาว่าบริษัทให้สิทธิพิเศษแก่บริการของตัวเองเหนือคู่แข่ง
การลงโทษดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่กูเกิลถูกดำเนินการภายใต้กฎหมายดิจิทัล มาร์เก็ตส์ แอ็กต์ ซึ่งมีเป้าหมายกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในยุโรป โดยคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า กูเกิลให้ความได้เปรียบกับบริการของตนเอง เช่น บริการช้อปปิ้งและโรงแรม ในผลการค้นหามากกว่าบริการจากผู้ให้บริการภายนอก
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องติดตามในวันนี้ (24 ก.ค.) ได้แก่ ออสเตรเลียเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนกรกฎาคมจาก S&P Global
ญี่ปุ่นเตรียมเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายน รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนกรกฎาคม ขณะที่อินเดียจะเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการจาก HSBC
ส่วนยุโรปจับตาข้อมูลเศรษฐกิจจากเยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหภาพยุโรป ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยอดค้าปลีก และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ
ด้านสหรัฐฯ เตรียมเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นจาก S&P Global รวมถึงยอดขายบ้านใหม่เดือนมิถุนายน
#ประเด็นข่าวรอบโลก #หุ้นเอเชีย #ตลาดหุ้นโลก #ทรัมป์ #ภาษีนำเข้า #สงครามอิหร่าน #ตะวันออกกลาง #ราคาน้ำมัน #เศรษฐกิจโลก #หุ้นวันนี้ #ข่าวเศรษฐกิจ








