สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงมากกว่า 100 ดอลลาร์ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางผลักดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จนตลาดกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัว และเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 101.70 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ปิดที่ระดับ 4,050.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แรงกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หลังกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในช่องแคบบับ เอลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สู่ทะเลแดง ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันโลก
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศเตือนว่า หากกลุ่มฮูตีก่อเหตุโจมตีเรือในช่องแคบบับ เอลมันเดบอีกครั้ง สหรัฐจะตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่อทั้งอิหร่านและกลุ่มฮูตี
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้นักลงทุนวิตกว่าภาวะเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ก่อนการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์หน้า
ล่าสุด เครื่องมือเฟดวอตช์ ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 64% ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ แต่ให้น้ำหนักสูงถึง 83% ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นจาก 68% ในวันก่อนหน้า
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นยังส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2568 ขณะที่ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นราว 0.3%
การแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้ทองคำ ซึ่งซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์ มีราคาสูงขึ้นสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำสูงขึ้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
#ราคาทองวันนี้ #ราคาทองคำ #ทองคำ #ราคาทอง #เฟด #ขึ้นดอกเบี้ย #เงินเฟ้อ #ราคาน้ำมัน #ดอลลาร์ #ลงทุน #ข่าวเศรษฐกิจ








