กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์ในช่วงค่ำวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ โดยสามารถทำลายเป้าหมายได้มากกว่า 80 แห่ง
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงหลายระลอกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเป็นการตอบโต้กรณีอิหร่านถูกกล่าวหาว่าโจมตีเรือพาณิชย์จำนวน 3 ลำ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก
นอกจากการเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่แล้ว สหรัฐฯ ยังประกาศเพิกถอนใบอนุญาตที่อนุญาตให้มีการขายน้ำมันซึ่งมีต้นทางจากอิหร่านได้จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม โดยสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ธุรกรรมทั้งหมดที่เคยได้รับอนุญาตภายใต้มาตรการผ่อนปรนการคว่ำบาตรก่อนหน้านี้ จะต้องยุติการดำเนินการภายในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้
สถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงที่ยังคงเปราะบาง ซึ่งทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ในช่วงเช้าวันนี้
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) [WTI.X] ส่งมอบเดือนสิงหาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.87% แตะระดับ 72.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 2.75% แตะระดับ 76.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ด้านกองบัญชาการร่วมสูงสุดของกองทัพอิหร่านออกแถลงการณ์ว่า กองทัพอิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีของสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการควบคุมและดูแลช่องแคบฮอร์มุซ
#สหรัฐถล่มอิหร่าน #อิหร่าน #สงครามตะวันออกกลาง #CENTCOM #ช่องแคบฮอร์มุซ #ราคาน้ำมัน #น้ำมันWTI #น้ำมันBrent #วิกฤตพลังงาน #ข่าวต่างประเทศ #เศรษฐกิจโลก #ข่าวน้ำมันวันนี้








