มิสเตอร์โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้รับรางวัลโนเบลจริงหรือไม่?
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ/ดร. วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
สัปดาห์นี้นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เขาต้องตั้งหน้ารับวิกฤติการณ์อย่างหนักหน่วงที่ประเดประดังถาโถมเข้ามาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับด้านการต่างประเทศนั้น จะเห็นได้ว่าทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามและจับตามองกันอย่างใกล้ชิดว่า การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีคิม จองอึน แห่งดินแดนโสมแดงเกาเหลีเหนือที่กำลังจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์นี้จะมีผลออกหัวหรือก้อย ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดครั้งที่สองต่อจากการประชุมที่เคยมีขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนปีกลาย!!!
การประชุมสุดยอดในครั้งนี้ย่อมจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งความหวังเอาไว้ค่อนข้างสูง และก็ยังเป็นที่น่าสังเกตุอีกด้วยเช่นกันว่า บรรดาผู้สื่อข่าวจากทั่วทุกมุมโลกกว่าสองพันคนที่ต่างเฮโลสาระพาไปรวมตัวกันที่กรุงฮานอย ก็เพื่อต้องการนำเสนอข่าวเท่ากับว่า การประชุมสุดยอดในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญระดับโลกเลยทีเดียว
ในแง่ของประธานาธิบดีทรัมป์นั้น เขาได้ตั้งความหวังที่จะให้ประธานาธิบดีคิมยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และตั้งเงื่อนไขว่า ให้มีการเข้าไปตรวจสอบ
และยังมีประเด็นต่อมาอีกว่า จะมีการเจรจาตกลงระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีคิมให้มีการประกาศยุติสงครามเกาหลีที่มีขึ้นระหว่างปี 1950-1953 เพราะเท่าที่ผ่านมายังไม่มีการประกาศยุติสงครามแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีการพักรบกันมากว่า 66 ปีแล้วก็ตาม!!!
ส่วนประเด็นต่อมาก็คือ ประธานาธิบดีทรัมป์คงจะเจรจาให้เกาหลีเหนือเปิดตลาด เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจอเมริกันเข้าไปทำธุรกิจได้อย่างเสรี
แล้วในทางกลับกันประธานาธิบดีคิม จองอึน หวังจะเรียกร้องสิ่งใดเป็นการตอบแทนจากข้อเรียกร้องทั้งหมดของประธานาธิบดีทรัมป์
อาทิเช่น ให้สหรัฐฯถอนอาวุธทั้งหมดออกไปจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หรือเรียกร้องให้สหรัฐฯยกเลิกมาตรการแซงชั่นต่อเกาหลีเหนือ หรือให้สหรัฐฯช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาความอดอยากของประชากรเกาหลีเหนือ
อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตอีกด้วยว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะเคยให้เขาดูจดหมายที่อาเบะส่งไปให้ผู้ที่รับผิดชอบในการพิจารณาการมอบรางวัลโนเบล
แต่เมื่อนักข่าวได้ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ของสถานทูตญี่ปุ่น ประจำกรุงวอชิงตันกลับปรากฎว่า ไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใด
แต่กลับมีข่าวเล็ดรอดจากวงในออกมาว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะเคลื่อนไหวนั้น เกิดจากแรงผลักดันของประธานาธิบดีทรัมป์!!!
และเป็นที่แน่นอนว่า การประชุมสุดยอดในครั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์คงหวังจะสร้างผลงานชิ้นโบแดงให้ปรากฎต่อสายตาชาวโลก
ส่วนจะเป็นการสร้างภาพของทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีคิมหรือไม่ ก็ยากที่จะคาดคะเนได้
และในเวลาเดียวกันรัฐมนตรีต่างประเทศไมค์ ปอมเปโอ ก็อาจจะหวังสร้างผลงานด้วยเช่นกัน เพราะเท่าที่ผ่านมาเขามักจะทำอะไรจากคำสั่งและการบงการของประธานาธิบดีทรัมป์แทบทั้งสิ้น
ส่วนการเดินทางของประธานาธิบดีคิมสู่ประเทศเวียดนามนั้นถือว่า เขามาในมาดใหม่ที่เดินทางร่วมเจ็ดสิบชั่วโมงด้วยระยะทางกว่าสามพันกิโลเมตร ด้วยรถไฟหุ้มเกราะผ่านทางประเทศจีนและเมื่อถึงพรมแดนเวียดนามแล้ว ประธานาธิบดีคิมก็เดินทางด้วยรถยนต์ต่ออีก 105 กิโลเมตร และถึงเวียดนามเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้าวันอังคาร
ทั้งนี้ประธานาธิบดีคิมอาจจะต้องการได้เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจตามแบบของประเทศจีนตามรายทางไปในตัว แทนที่จะนั่งเครื่องบินที่ใช้เวลาเพียงสองสามชั่วโมง ทั้งอาจจะเป็นการปฏิบัติตามแนวทางปู่ของเขาที่เคยเดินทางผ่านจีนก่อนที่จะไปถึงเวียดนามเมื่อปี 1958 ก็เป็นไปได้
อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีสี จิ้นผิงผู้นำของจีนที่วางตัวเป็นกาวใจและผู้ใหญ่ที่น่านับถือ คงจะต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเตรียมการณ์เรื่องการเดินทางของประธานาธิบดีคิมอย่างรอบคอบและปลอดภัยมากเป็นพิเศษ เท่ากับว่าจีนยังคงมีอิทธิพลและบารมีต่อประธานาธิบดีคิม จองอึน สูงมากทีเดียว
ทีนี้ลองหันกลับไปดูวิกฤติการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเร่งฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อต้องการให้ตนเองนั่งครองอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างรอดปลอดภัย แต่คงจะต้องปาดเหงื่อเหนื่อยหน่อยเพราะถูกรุมเร้าจากหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเดโมแครต
ส่วนการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อต้องการจะผันเงินจากกระทรวงคลังและกระทรวงกลาโหมนำเอาไปสร้างกำแพงกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและแม็กซิโก ขณะนี้เขาก็กำลังถูกท้าทายจากสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการจะยุติการประกาศภาวะฉุกเฉินโดยเมื่อวันอังคารนี้สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านมติไม่เห็นชอบกับการประกาศภาวะฉุกเฉินด้วยชัยชนะอย่างฉลุยคือ 245 ต่อ 182 คะแนนซึ่งแท้จริงขอเพียงได้ 218 เสียงก็ผ่านไปได้
แถมนักการเมืองค่ายพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาหลายๆคนก็ออกมาแสดงเจตน์จำนงต้องการจะต่อต้าน เพราะต้องการจะรักษาอำนาจถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเอาไว้ด้วยเช่นกัน
นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีอดีตนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลด้านความมั่นคงอีก 54 คน ทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน โดยพวกเขาไม่สนว่าจะอยู่ต่างค่ายต่างพรรค ที่ได้ออกมาจับมือรวมพลังต่อต้านการประกาศคำสั่งภาวะฉุกเฉินครั้งนี้อีกด้วย
ทั้งยังมีรัฐต่างๆอีก 16 รัฐที่ออกมาฟ้องร้องประธานาธิบดีทรัมป์ในการประกาศภาวะฉุกเฉินในครั้งนี้!!!
อย่างไรก็ตามแม้การประกาศยุติภาวะฉุกเฉินจะผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก็ตาม แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังสามารถใช้สิทธิยับยั้งได้อีกด้วยเช่นกัน หากเขาได้รับคะแนนสนับสนุนในวุฒิสภา 34 เสียง
แต่ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนได้ตามใจต้องการนั้น เขาจะต้องเข้าไปต่อสู้ในศาลอีกขั้นหนึ่ง และคงจะใช้เวลายาวนานยืดเยื้อจนกลายเป็นปัญหาทางการเมืองตามมาอีกด้วย
อนึ่งขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังประชุมสุดยอดอยู่กับประธานาธิบดีคิมที่ประเทศเวียดนามอยู่นั้น ประชาชนในประเทศคงจะหันไปสนใจต่อการให้ปากคำของไมเคิล โคเฮน อดีตทนายส่วนตัวของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ขณะนี้กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอด แม้กระทั่งยอมผันตัวกลายเป็นหอกข้างแคร่คอยทิ่มแทงนายเก่า!!!
โดยไมเคิล โคเฮนได้ออกมาให้ปากคำต่อคณะกรรมการสองชุดในสภาผู้แทนราษฎรและหนึ่งคณะในวุฒิสภาและการให้ปากคำสู่สาธารณะในวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์นี้คงจะกลายเป็นที่สนใจมากที่สุดเพราะมีประเด็นร้อนๆที่คนอเมริกันยังไม่เคยทราบมาก่อน
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นขณะที่สื่อกำลังประโคมข่าวด้านเรื่องราวดีๆของประธานาธิบดีทรัมป์ในการประชุมสุดยอดที่ประเทศเวียดนามอยู่นั้น แต่ในทางตรงกันข้ามข่าวทางด้านลบก็กำลังลุกลามเหมือนไฟรนก้น ที่สร้างทั้งความร้อนรนและอึดอัดใจให้แก่เขามิใช่น้อย และหากว่าการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์หวังและตั้งใจเอาไว้ เขาก็อาจจะนำไปโอ้อวดว่า สมควรเป็นอย่างยิ่งที่เขาจะได้รับรางวัลโนเบล และคงจะเปิดฉากโจมตีเยาะเย้ยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ตามนิสัยแกว่งๆแบบเดิมๆของเขาอย่างแน่นอนละครับ