วงการประกันตื่น!แก้ปมปชช.รับกรรมค่าเบี้ยอ่วม สังเวยมิจฉาชีพซูเอี๋ยบางรพ.หากินค่าชดเชยรายวัน
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย ได้จัดเสวนาเสวนาเรื่องการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ที่โรงแรมเทวมันตรา รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคปภ.เป็นประธานกล่าวเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ ความคิดเห็นและประสบการณ์ เกี่ยวกับประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตของบริษัทประกันชีวิต พ.ศ. 2559
รวมถึงระบบการจัดการสินไหมประกันชีวิต ซึ่งมีผู้บริหารจากสำนักงานคปภ.ภาคและจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ตลอดจนผู้บริหารจากบริษัทประกันชีวิตกว่า 150 คนเข้าร่วมสัมมนา และมี นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เข้าร่วมและกล่าวให้การต้อนรับในงาน พร้อมกับมีแพทย์ของบริษัทประกันชีวิตต่างๆได้เข้าร่วมรับฟัง พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมข้อมูล เมื่อมีคำถามเกิดจากผู้บริหารคปภ.ในจังหวัดต่างๆซึ่งได้หยิบประสบการณ์และเคสที่เป็นเรื่องร้องเรียนในทางปฎิบัติขึ้นมาซักถามหรือโต้แย้งในที่ประชุม ซึ่งทำให้บรรยายกาศที่ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นคึกคัก และมีเนื้อหาสาระสำคัญในหลายๆประเด็นน่าสนใจทีเดียว แม้ว่าปิดฉากเสวนาจะไม่มีบทสรุปหรือหาข้อยุติระหว่างกันยังไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไรดีก็ตาม
ทั้งนี้สาระสำคัญที่เป็นประเด็นใหญ่มีอยู่ 2 ประเด็นหลักๆที่มีการถกและพูดคุยกันอย่างออกรสชาดิทีเดียว ซึ่งได้แก่ คำสั่ง 31/2545 เรื่องกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่ซื้อสัญญาเพิ่มติมอุบัติเหตุ ที่เสนอแก้ไขเมื่อสมัยนางสาวพจนีย์ ธนวรานิช ยังเป็นอธิบดีกรมการประกันภัยที่ได้แก้ไขให้บริษัทประกันฯไม่สามารถไปตัดสิทธิ์หรือบอกล้างเลิกสัญญากรมธรรม์ได้ หากคนซื้อประกันชีวิตแล้วตายก่อน 2 ปี ซึ่งเดิมก่อนหน้านั้นระเบียบปฎิบัติบริษัทประกันจะบอกเลิกล้างสัญญาทันที ทั้งกรมธรรม์ประกันชีวิตหลัก และสัญญาเพิ่มเติมประกันอุบัติเหตุที่ผู้เอาประกันซื้อ แต่เมื่อนางสาวพจนีย์ได้แก้ไขตรงจุดนี้ จึงทำให้สัญญาเพิ่มเติมประกันอุบัติเหตุที่ผู้เอาประกันซื้อไว้ เมื่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันต้องคุ้มครอง จะไปบอกเลิกล้างสัญญาไม่ได้
โดยประเด็นนี้ได้มีผู้หยิบยกมาเสนอว่า สมควรจะเลิกเงื่อนไขความคุ้มครองตรงจุดนี้ไหม เพราะเห็นว่า บางครั้งการตายไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่เกิดจากเป็นโรคร้ายแรงมาก่อนอยู่แล้ว อย่างเช่น เกิดโรคหัวใจล้มเหลว หรือเส้นเลือดแตกกระทันหัน แล้วเป็นผลให้ขับขี่รถไปเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งค่อนข้างยาากต่อการพิสูจน์ เพราะขึ้นอยู่กับความเห็นแพทย์ ซึ่งเสียงของคปภ.ส่วนใหญ่ที่เข้าประชุมวันนั้นก็ไม่เห็นด้วย เพราะถือว่า การตายน่าจะเกิดจากอุบัติเหตุเป็นต้นเหตุมากกว่า ดังนั้นจึงไม่มีข้อสรุปใดๆในเรื่องนี้
ประเด็นที่สองที่พูดคุยและเป็นเรื่องซีเรียสมากก็คือ การเบิกค่าชดเชยรายวัน ซึ่งทุกวันนี้ผู้เอาประกันจะซื้อกันตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทที่ขายชดเชยรายวัน โดยประเด็นมีตั้งข้อสังเกตุว่า แพทย์สมควรระบุให้นอนหรือไม่นอน
โดยมีผู้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดหลากหลายแง่มุมด้วยกัน โดยเฉพาะคปภ.หลายจังหวัดที่ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้ามามาก อาทิเช่น ผู้เอาประกันบางรายซื้อวงเงินค่าชดเชยรายวันไว้สูงเกินจริงกว่ารายได้ และบาดเจ็บเล็กน้อย รพ.ก็ให้นอนเป็นเวลาหลายวัน ทั้งที่อาการเพียงเท่านี้ไม่สมควรนอนพักนานขนาดนั้น บางรายหมอก็ตอบออกมาตรงๆว่า บางครั้งคนไข้ไม่อยากจะกลับบ้านก็มี เพราะอยู่บ้านคนเดียว จุดนี้ซึ่งถือไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ แต่ก็มาเบิกค่าชดเชยรายวัน
ขณะที่ทางด้านสมาคมประกันฯก็มีการหยิบยกตัวอย่างกรณีปัญหาที่ตัวเองประสบมาและเสนอแง่มุมของตัวเองที่ประสบพบเจอมาต่างๆ อาทิเช่น บางรายก็เสนอว่า ควรจะมีการระบุให้ผู้เอาประกันควรจะมีการระบุในใบแถลงข้อเท็จจริงในเรื่องของการเบิกค่าชดเชยรายวันตรงนี้กันดีไหม เพราะบางงทีก็พบว่า มีพวกที่ไม่สุจริตชนมีการซื้อค่าชดเชยรายวันกรณีนอนรักษาเป็นผู้ป่วยในรพ.ไว้ในวงเงินสูงๆ และทำไว้กับบริษัท โดยไม่ได้แจ้งให้บริษัทประกันได้รู้หรือทราบ บางคนก็เสนอในกลางที่ประชุมเสวนาว่า เราสมควรจะจำกัดวงเงินในการเบิกค่าชดเชยรายวันดีหรือไม่ บางคนก็มีการเสนอให้บริษัทประกันก่อนรับประกันว่า ควรจะดูอาชีพก่อนทำประกันดีไหม และไม่ควรจะขายค่าชดเชยรายวันให้เยอะเกินไป อย่างสมมุติเช่น มีรายได้วันละ 3,000บาท แต่ซื้อชดเชยรายวันหมื่นบาทต่อวัน และขอหมอนอนต่อ โดยไม่ต้องมาทำงานมีรายได้วันละ 3,000 บาท เพราะสู้นอนรพ.ได้เงินค่าชดเชยวันละ 10,000 บาท ไม่คุ้มกว่าหรือ อย่างนี้เป็นต้น
ด้านนายชัยยุทธ มังศรี ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ คปภ. กล่าวว่า ประเด็นที่เสวนากันในวันนั้นร่วม 3 ชั่วโมงมีประโยชน์สาระมากทีเดียว เพราะเรื่องนี้หาข้อยุติไม่ได้ ทางโรงพยาบาลเองบริษัทประกันฯก็ไม่เห็นด้วยที่ไปวินิจฉัยให้ผู้เอาประกันต้องนอนรพ. โดยบริษัทประกันฯเขาก็มีหมอของเขาระบุออกมาว่าโรคอย่างนี้ไม่สมควรจะนอนยาวหลายวัน ทางบริษัทประกันฯเวลารับประกันเรื่องค่าชดเชยรายวัน ก็ไม่เคยตรวจสอบหรือสอบถามลูกค้าให้ชัดเจน เพื่อเป็นการป้องกันพวกไม่สุจริตชน
เพราะเท่าที่ได้ทราบจากสมาคมฯบอกมา บางรายคนหนึ่งไปทำประกันค่าชดเชยรายวันถึง 5 กรมธรรม์ 5 บริษัท บริษัทประกันก็ไม่รู้ หรือไม่ทราบเรื่อง เพราะผู้เอาประกันไม่เคยบอก ซึ่งนี่เป็นข้อเท็จจริงว่า พวกนี้ค้าเคลม ที่คนทำประกันก็แถลงไม่หมด เพราะบางครั้งตัวแทนไปนำเสนอขายก็ไม่ถามให้หมด ซึ่งคนทำประกันก็ฟังนายหน้าพูดอย่างเดียว จะให้มาดูเงื่อนไขรายละเอียดกรมธรรม์ มันเยอะ คงไม่มีเวลาไปดูหรอก และบางครั้งก็มีปัญหาของลูกค้าในเรื่องของโรคปอด ลูกค้าไปคุยกับหมอแล้วไปเขียนออกมาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็มี ตรงนี้ที่เป็นปัญหา ซึ่งจากผลพวงการเคลมไม่สุจริตชนเช่นนี้ มันทำให้เกิดปัญหาระบบประกันเสียหาย เพราะผู้เอาประกันที่บริสุทธิ์ใจและสุจริตชน ซื้อประกันค่าชดเชยรายวันไว้เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวอย่างสมเหตุสมผล จำต้องมารับกรรมไปด้วย เนื่องจากเมื่อเกิดสถิติการเคลมค่าชดเชยรายวันสูงขึ้น แน่นอนบริษัทประกันฯก็ต้องมีการปรับปรับเบี้ยฯในส่วนค่าชดเชยรายวันสูงขึ้น คนกลุ่มนี้ก็จะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันสูงขึ้นตามมาไปด้วย ซึ่งมันไม่แฟร์กับผู้เอาประกันส่วนใหญ่ที่เป็นผู้บริสุทธิ์
นายชัยยุทธ กล่าวว่า ขณะนี้ก็ให้ทางสมาคมประกันชีวิตไทยได้พูดคุยกันภายในว่า จะใช้กฎเกณฑ์อย่างไรกันดี เพื่อเป็นแนวทางออกในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และไปหาหมอที่เป็นกลางที่ไหนอย่างไรมาชี้ขาดหรือใช้เป็นเกณฑ์ในการเบิกค่าชดเชยรายวันกันดี เพราะบางบริษัทประกันที่เขามีหมอของเขาก็ไม่เห็นด้วยกับหมอโรงพยาบาลกันในจุดนี้