“กูรูประกันชีวิต ฟันธง ธปท.ชลอขึ้นดอกเบี้ยไทย”

ประกันภัย28 ก.ค. 2565 • 07:24 น.
“กูรูประกันชีวิต ฟันธง ธปท.ชลอขึ้นดอกเบี้ยไทย”

นายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ กูรูวงการประกันชีวิตและอดีตประธานสมาคมที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเชียแปซิฟิก (APFinSA) ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ค​"บรรยง​ วิทยวีรศักดิ์"ความว่า​ 

ทำไม แบงค์ชาติจึงไม่รีบร้อนขึ้นดอกเบี้ย

มีคนพูดกันเยอะว่าเงินเฟ้อสูง แบงค์ชาติต้องขึ้นดอกเบี้ย ถ้ามัวแต่ปล่อยให้ส่วนต่างของดอกเบี้ยไทย-อเมริกาถ่างกว้างเกินไป เงินจะไหลออก ค่าเงินบาทจะอ่อน แถมทำให้ทุนสำรองของไทยลดลงด้วย

การขึ้นดอกเบี้ย แก้ปัญหาทุกอย่างได้จริงเหรอ มีแต่ด้านดีอย่างเดียว ไม่มีด้านเสียเลยเหรอ 

วันก่อน ผมได้อ่านที่ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เข้าใจแนวคิดของธปท.มากขึ้น เมื่อนำมารวมกับพื้นฐานความเข้าใจที่ผมพอมีอยู่บ้างแล้ว ผมขอแสดงจุดยืนสนับสนุนนโยบายของธปท. ที่จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย โดยมีเหตุผล ดังต่อไปนี้

1. เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ
เศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นดีจากการระบาดของโรคโควิด-19 พอเจอสงครามยูเครน-รัสเซียไปอีก ทำให้ข้าวของแพง หากไปขึ้นดอกเบี้ย จะไปซ้ำเติมคนที่มีหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ที่รายได้ปริ่มๆพอๆกับรายจ่าย จึงไม่ควรรีบขึ้นดอกเบี้ยให้เร็วนัก

2. ขึ้นดอกเบี้ยไม่ช่วยให้เงินเฟ้อลดลง
ของแพงรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากดีมานด์ (demand-pull) กล่าวคือ ไม่ได้เป็นเพราะเศรษฐกิจดี คนไทยมีเงินเยอะ เลยแย่งกันซื้อจนของขาด แต่เป็นผลจากซัพพลายน้อย(cost-push) กล่าวคือ ประเทศรัสเซียถูกคว่ำบาตร ทำให้เกิดภาวะซัพพลายเชนหยุดชะงัก ประเทศต่างๆหาซื้อน้ำมันและวัตถุดิบไม่ได้ เมื่อซัพพลายน้อย ของเลยแพงทั่วโลก การขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้แก้ปัญหาของขาดตลาด ต้องยกเลิกการคว่ำบาตร เพื่อให้ส่งสินค้าได้ตามปกติ แต่คงเป็นเรื่องยาก เพราะมันเป็นปัญหาระดับโลก

3. ดอกเบี้ยไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อน
ค่าเงินบาทของไทย วัดค่าโดยเทียบกับเงินดอลล่าร์ เมื่อเงินดอลล่าร์แข็งขึ้น ทำให้ดูเหมือนค่าเงินบาทอ่อนลง การที่ค่าเงินดอลล่าร์แข็งขึ้น ไม่ได้เป็นเพราะว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของเขาดีมาก แต่น่าจะมาจากสาเหตุที่ว่า ช่วงก่อนหน้านี้ การกู้ยืมเงินดอลล่าร์มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก นักลงทุนสถาบันรวมถึงนักลงทุนรายใหญ่ ได้กู้เงินมาเพื่อมาลงทุนในประเทศอื่นๆนับล้านล้านดอลล่าร์ เมื่อดอกเบี้ยที่อเมริกาสูงขึ้น รวมถึงค่าเงินดอลล่าร์ที่แข็งค่าขึ้นด้วย ทำให้คนที่เคยกู้ยืมเงินมาจากสหรัฐ รีบนำไปคืน

การที่จะนำไปคืน ผู้กู้ต้องแลกกลับมาเป็นเงินดอลล่าร์ก่อนเอาไปคืนธนาคารที่สหรัฐ เลยทำให้เกิดดีมานด์ของเงินดอลล่าร์ในระยะสั้น มีผลให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็งขึ้น ทั้งที่ทุกคนรู้ว่าสหรัฐพิมพ์เงินออกมาเยอะมาก จนจะกลายเป็นเศษกระดาษอยู่แล้ว แถมปัญหาภายในประเทศก็มีมาก ค่าเงินจึงไม่ควรจะแข็งขนาดนี้ แต่ก็นั่นแหละเป็นดีมานด์ระยะสั้นครับ

4. ขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเงินสำรอง
เงินสำรองของไทยที่มีค่าลดลง ไม่ได้เกิดจากการที่เงินไหลออก เพราะผู้ว่าฯแบงค์ชาติยืนยันว่า ตั้งแต่ต้นปีมา เงินยังไหลเข้า 3.5 พันล้านดอลล่าร์ (หรือราวๆ 1 แสนล้านบาท) แต่ที่ดูเหมือนมูลค่าเงินสำรองของเราลดลง เป็นเรื่องการตีมูลค่าหลักทรัพย์ (Valuation) เพราะเราเก็บเงินสำรองในรูปของทองคำและเงินตราประเทศต่างๆ เมื่อค่าเงินดอลล่าร์สูงขึ้น ก็ทำให้เงินสำรองที่เราเก็บไว้มีมูลค่าลดลง (เมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์) จึงทำให้ดูเหมือนมูลค่าเงินสำรองของเราลดลง แต่ถ้าวันหนึ่ง เงินดอลล่าร์อ่อนค่าลง มูลค่าเงินสำรองของเราก็จะมีค่าสูงขึ้นเช่นกัน

จริงอยู่ว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะมีส่วนทำให้เงินไหลเข้าไทยมากขึ้น แต่ผลที่ได้ไม่คุ้มเสีย โดยผู้ว่าฯแบงค์ชาติเชื่อว่า การที่เงินจะไหลเข้าไหลออกประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยให้สูงเท่ากับอเมริกา เพราะมีหลายประเทศที่เขาขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่าอเมริกา เช่น อินเดียหรืออินโดนีเซีย แต่เงินก็ยังไหลออก แสดงว่าไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการโยกเงินลงทุนและภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมากกว่าเรื่องดอกเบี้ยอย่างเดียว

5. การไม่ขึ้นดอกเบี้ย ไม่ทำให้ไทยเกิดวิกฤติแบบปี 2540
ตอนปี 2540 เรามีทุนสำรองฯ 9 พันล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้ ไทยมีทุนสำรอง 2.47 แสนล้านดอลลาร์ ทุนสำรองระหว่างประเทศเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้น มีประมาณ 2.6 เท่า ถึงแม้เจ้าหนี้จะเรียกหนี้ทั้งหมดคืน ทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีพอ ถ้าเทียบอันดับในโลก ทุนสำรองของเรากับหนี้ต่างประเทศ เราอยู่ในอันดับท็อป 15 ของโลก เจ้าหนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเรียกหนี้ เพราะเขารู้สึกว่าปลอดภัยดีอยู่แล้ว

ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดวิกฤติเหมือนปี 2540 มีน้อยมากๆ เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจไทยขาดเสถียรภาพ มีความเปราะบาง เจ้าหนี้จึงเรียกหนี้คืน แต่ของเราตอนนี้ เป็นคนละเรื่องกัน ใครที่กลัวว่าไทยจะเป็นแบบศรีลังกา สบายใจได้
 
ในทางกลับกัน การคงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ มีผลบวกอย่างไรบ้าง

1. ไทยส่งออกได้มากขึ้น
ต้องยอมรับว่า ตอนนี้แต่ละประเทศก็แข่งขันกันหารายได้ด้วยการส่งออก การที่ค่าเงินของเราอ่อนค่าลง 10% ก็เท่ากับสินค้าเราถูกลง 10% ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของประเทศนำเข้าที่สั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทย เมื่อเราส่งออกได้มากขึ้น ก็ทำให้ชาวไร่ชาวนาขายสินค้าเกษตรได้มากขึ้น ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรม ก็ทำให้คนงานมีงานทำ ได้รับโบนัสปลายปี และมีการกระจายรายได้ไปให้พ่อแม่ที่อยู่ในชนบทอีกด้วย โดยประเทศไทยได้ใช้มาตรการการลดค่าเงินมาช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จนประสบความสำเร็จอย่างมากในปี 2540

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า บางครั้งการที่ค่าเงินของเราลดลง 10% อาจจะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมได้กำไรเพิ่มขึ้นถึง 100% ทีเดียว เช่น เดิมโรงงานแห่งนี้มีต้นทุนสินค้า 30 บาทและขายออกในราคา 33 บาท หรือ 1 ดอลล่าร์ มีกำไร 3 บาท แต่ต่อมา เงิน 1 ดอลล่าร์แลกได้ 36.30 บาทโรงงานนี้ยังขายได้ 1 ดอลลาร์เหมือนเดิม (ในช่วงแรก ตามราคาในสัญญาที่เซ็นไว้ล่วงหน้า) จากเดิมที่กำไร 3 บาท กลายเป็นกำไร 6.30 บาท กำไรเพิ่มขึ้น 100% แต่ในระยะยาวก็ต้องลดราคาลงมาเพื่อให้แข่งขันได้ อาจจะขายในราคา 0.95 ดอลล่าร์หรือ 34.50 บาทคือลดราคาลงมา 5% ให้ลูกค้า แต่สำหรับโรงงานก็ยังได้กำไร 4.50 บาท หรือ เพิ่มขึ้น 50% จากเดิม (ก่อนที่ค่าเงินจะอ่อนตัว) ถึงแม้บางครั้ง ต้นทุนของโรงงานจะเพิ่มขึ้นตาม แต่โดยมากเจ้าของโรงงานยังคงได้กำไรเพิ่มขึ้น และมักมีการจ่ายโบนัสให้คนงานตามมาเช่นกัน

2. คนมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น 
เมื่อค่าเงินบาทอ่อนลง นักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆที่ค่าเงินแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับไทย เขามีความรู้สึกว่ามาเที่ยวเมืองไทยใช้จ่ายถูกลง เพราะเงินของเขามีค่ามากขึ้น ค่าโรงแรมถูกลง ค่าอาหารถูกลง ค่าเช่ารถถูกลง เช่น เดิมซื้อแพ็คเกจทัวร์มาเที่ยวประเทศไทยต้องจ่าย 30,000 บาท แต่ตอนนี้จ่ายเพียง 27,000 บาท ทำให้คนอยากมามากขึ้น เมื่อคนมาเที่ยวกันมาก เงินจากนักท่องเที่ยวก็กระจายไปอย่างทั่วถึง ตั้งแต่พนักงานในโรงแรมได้ค่าทิปมากขึ้น ร้านขายของฝาก ร้านอาหารขายได้มากขึ้น หมอนวดแผนไทยที่มีอยู่เกลื่อนเมืองใหญ่ ก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ การท่องเที่ยวจึงเป็นการกระจายงานได้อย่างทั่วถึงให้กับคนทุกระดับชั้น ถึงแม้จะเป็นการเที่ยวในส่วนของหัวเมืองใหญ่ แต่รายได้ที่เกิดขึ้นก็จะถูกส่งผ่านไปสู่ชนบท โดยการที่ลูกหลานส่งเงินให้พ่อแม่หรือพ่อแม่ส่งให้ลูกเล็กในต่างจังหวัด

3. ผู้ค้ารายย่อยมีกำลังใจที่จะฮึดสู้อีกรอบหนึ่ง
หากภาวะดอกเบี้ยไม่เข้ามาซ้ำเติม ผู้ค้ารายย่อยที่เดิมเจอภาวะวิกฤตโควิด-19 และภาวะของแพง คนไทยขาดกำลังซื้อแล้ว เมื่อเขามองเห็นว่าภาวะดอกเบี้ยไม่ได้เข้ามาซ้ำเติม ทั้งเห็นแนวโน้มที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้น จากการส่งออกและมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ก็อาจจะ มีกำลังใจสู้ จนสามารถทำให้ธุรกิจกลับมายืนได้อีกครั้งหนึ่ง อันนี้เป็นปัจจัยทางด้านจิตวิทยา แต่ก็มีผลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอสมควร เพราะเศรษฐกิจไทยก็ขึ้นกับเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีเหล่านี้ด้วยครับ

4. ไม่เพิ่มภาระหนี้ให้รัฐบาล
ถ้าพูดอย่างเป็นธรรม ต้องบอกว่าแทบทุกรัฐบาลตอนนี้ เป็นหนี้เยอะมาก เนื่องจากในช่วงปิดเมืองรับมือเชื้อโควิด รัฐบาลทั่วโลก ส่วนใหญ่ใช้วิธีแจกเงินเพื่อช่วยค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อมาเจอสงครามยูเครน ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดเข้าไปอีก จึงต้องกู้เงินมาอัดฉีดเพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ การขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นการซ้ำเติมภาวะการคลังของรัฐ การขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.25% อาจเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นระดับหมื่นล้านบาททีเดียว 

โดยล่าสุด ยอดหนี้สาธารณะไทย ณ เดือนพฤษภาคม 2565 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.12 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนต่อจีดีพีเท่ากับ 60.87% ( เกณฑ์มาตรฐาน / benchmark ไม่ควรเกิน 60% แต่พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แก้ไขปี พ.ศ.2564 กำหนดให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต้องไม่เกินร้อยละ 70 )

ผมหวังว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะช่วยทำให้เราเข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจและการตัดสินใจของแบงค์ชาติมากยิ่งขึ้น หากเนื้อหาที่นำเสนอนี้ มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใด สามารถพิมพ์มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ สวัสดี

ผู้สื่อข่าวสอบถามนายบรรยงว่า เรื่องดอกเบี้ยมีผลต่อการซื้อประกันชีวิตของประชาชนหรือไม่ นายบรรยงตอบว่า "มีผลแน่นอน เพราะในช่วงที่ผ่านมา ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำมาก ราว 1% ทำให้ประชาชนโยกเงินมาออมผ่านกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่ยังได้ดอกเบี้ย 2-3% แถมมีการคุ้มครองด้วย แต่ถ้าประชาชนมีความคาดหวังว่า ดอกเบี้ยไทยจะขึ้นไปสูงเหมือนอเมริกาหรือยุโรป ที่อาจขึ้นไปถึง 4-5% เพราะเงินเฟ้อที่นั่นสูงมาก ก็อาจจะชะลอการซื้อประกันชีวิต เพื่อไปออมในพันธบัตรหรือฝากเงินในธนาคารแทน แต่ตามข้อเท็จจริง ที่ผมสรุปมาจากการแถลงของธปท. ไทยคงไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยขนาดนั้น โดยความเข้าใจของผม เชื่อว่าธปท.จะขึ้นอย่างมากเพียง 1-1.50 % เท่านั้น คือ ขึ้นครั้งละ 0.25% 4-5 ครั้งแล้วจบ ซึ่งจะทำให้คนกลับมาพิจารณากรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการออมเงินระยะยาวครับ”