ศธ.สั่งปรับครั้งใหญ่วิชาประวัติศาสตร์ทันสถานการณ์บ้านเมือง ชี้เด็กต้องเข้าใจรากเพื่อสร้างชาติยั่งยืน
ขับเคลื่อนวิชาลูกเสือ-ประวัติศาสตร์-โครงการพระราชดำริ สร้างความเข้าใจให้เป็นเยาวชนที่ดี ปรับวิธีสอนแบบใหม่ไม่น่าเบื่อ เลิกท่องจำ ใช้ระบบคิด ระบุเด็กต้องเรียนรู้โครงการพระราชดำริควบคู่ประวัติศาสตร์ เพื่อเข้าใจฐานรากที่สร้างประเทศ
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการรับฟังการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กระทรวงศึกษาธิการ (อพ.สธ.-ศธ.) ครั้งที่ 2/2563 โดยกล่าวว่า ศธ.มุ่งเน้นนำ “วิชาลูกเสือ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และโครงการในพระราชดำริ” มาขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้าใจในการที่เป็นเยาวชนที่ดี ตลอดจนจงรักภักดีในสถาบันชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องบูรณาการหลักสูตรต่าง ๆ โดยนำทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาหารือกัน เพื่อให้ทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน
ทั้งนี้ โดยเฉพาะการเรียนประวัติศาสตร์มีความหลากหลาย จึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกันหารือแนวทางการจัดการเรียนการสอน ให้สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนให้มากที่สุด อาจจะปรับรูปแบบและวิธีนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ รวมถึงพัฒนาครูวิชาประวัติศาสตร์ เพื่อให้ถ่ายทอดความรู้สู่นักเรียนได้อย่างถูกต้อง และไม่น่าเบื่อเป็นการเรียนแบบ Active Learning (เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้) ที่สำคัญ นักเรียนต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ โดยไม่ใช่ท่องจำ แต่เรียนแล้วมีวิธีคิด ตัดสินใจอย่างเป็นระบบ รู้ว่าคนในอดีตคิดอย่างไร จึงทำให้ประเทศชาติดำรงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
“สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น คือ จะทำอย่างไรให้เด็กเรียนรู้โครงการพระราชดำริ ถือเป็นประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์การปกป้องประเทศของสถาบันฯ เพราะทั้งสองสิ่งนี้คือที่มาที่ไปของความสำเร็จของประเทศชาติ หากเด็กและเยาวชนไทยได้เรียนรู้วิธีการเหล่านี้ได้ ก็จะเห็นถึงความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง และความเสียสละของบรรพบุรุษ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีคุณธรรมพื้นฐาน เป็นประโยชน์ในการดำรงอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ช่วยให้ประเทศชาติมีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน”
ขอบคุณข่าว-ภาพจากเพจ ศธ.360 องศา