หมดยุคท่องจำ! คาโตโมเดล บูรณาการจิตศึกษา + PBL สร้างฐานสมรรถนะเด็กปฐมวัยชายฝั่ง
เมื่อวิถีชีวิตริมชายฝั่งไม่ได้มีแค่ลมทะเลเงียบสงบ แต่แฝงไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและปัจจัยเสี่ยงรอบด้านที่เด็กๆ ต้องเผชิญในทุกวัน ชุมชน "บ้านคาโต" จึงไม่ยอมให้อนาคตของชาติเติบโตไปตามยถากรรม และลุกขึ้นมาเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาสด้วยนวัตกรรม "คาโตโมเดล" ที่บูรณาการวิถีจิตศึกษาเข้ากับกระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) โดยนำมาฝังตัวอยู่ใน 5 กิจกรรมหลักของชีวิตประจำวันเด็ก ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ 5 นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางฐานรากสมรรถนะและสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนจากชุมชนสู่ระดับประเทศ

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ โรงเรียนบ้านคาโตสร้างขึ้นมาจากน้ำใจและพลังศรัทธาของคนในชุมชน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2507 บนที่ดินบริจาคผืนแรกของ นายหะยีอูมา และนางแมะสนิ สะอิ ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 โรงเรียนได้ขยับขยายสร้างอาคารเรียนหลังใหม่บนเนื้อที่กว่า 17 ไร่ ซึ่งได้รับความร่วมมือร่วมใจจาก นายทิพย์ อินทกาญจน์ และนายหะยีสามะ สะอิ จากวันนั้นโรงเรียนก็เติบโตเรื่อยมา จนในปี พ.ศ. 2539 ได้ขยายโอกาสเปิดสอนเพิ่มในระดับมัธยมต้น เพื่อให้เด็กๆ ในพื้นที่ได้เรียนต่อใกล้บ้าน จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนบ้านคาโตเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 (อ.1 – ม.3) พร้อมเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยมีความเสี่ยงรอบด้าน ให้กลายเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ปลอดภัยและสร้างความสุขให้กับเด็กทุกคนอย่างแท้จริง


เมื่อบทบาทของโรงเรียนต้องขยับมารับหน้าที่ดูแลชีวิตเด็กๆ มากขึ้น การขับเคลื่อนของโรงเรียนบ้านคาโตจึงต้องอาศัยพลังศรัทธาจากชุมชนและการสนับสนุนที่เข้มแข็งจากเทศบาลตำบลปะนาเระมาเป็นแกนหลัก เพื่อร่วมกันแก้โจทย์หินในพื้นที่จริง เพราะประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวประมงชายฝั่งที่มีฐานะยากจน แออัด และเยาวชนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาเนื่องจากขาดทุนทรัพย์ ซ้ำยังมีความเสี่ยงจากปัญหายาเสพติดรายล้อม ภารกิจหลักในปัจจุบันจึงเป็นการเปลี่ยนสถานศึกษาให้กลายเป็น 'พื้นที่ปลอดภัย' เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ พร้อมรับมือกับทุกมรสุมรอบตัว

ข้อจำกัดเหล่านี้กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โรงเรียนบ้านคาโตปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ในปีการศึกษา 2565 โดยร่วมมือกับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา นำ 'นวัตกรรมโรงเรียนเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System Transformation)' เข้ามาขับเคลื่อน เพื่อใช้วิชาความรู้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิตเด็กๆ จากภายใน คณะครูปฐมวัยร่วมใจกันใช้ 'อนุบาลจิตศึกษา' เป็นแกนหลักในการดูแลเด็กๆ โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำสมาธิสั้นๆ แต่เป็นการนำวิถีนี้ไปฝังตัว (Embed) อยู่ใน 5 กิจกรรมหลักของชีวิตประจำวันตลอดสัปดาห์ ได้แก่ งานบ้าน งานสวน งานครัว งานสำรวจ และงานเล่น ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกหลอมรวมเข้ากับหน่วยการเรียนรู้แบบ PBL (Play-based Learning) ที่ผสมผสานแนวคิดระดับสากลเข้ากับวิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่งของชุมชนบ้านคาโตอย่างกลมกลืน

เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดนี้ เกิดจากความตั้งใจมั่นของ นางสาวจารุณี ทองสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคาโต พร้อมบอกเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญและเป้าหมายของนวัตกรรมนี้ไว้ว่า "นวัตกรรมจิตศึกษา สามารถตอบโจทย์และมัดรวมทุกนโยบายปลายทางของ สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)ไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องโรงเรียนคุณธรรม หน้าที่พลเมือง ความปลอดภัย การเคารพซึ่งกันและกัน และการลดการบูลลี่ นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้ปรับลดเวลาเรียนและยกระดับรูปแบบการสอนผ่านนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น เรียนภาษาไทยผ่านวรรณกรรม, เรียนคณิตศาสตร์แบบโปรแอคทีฟ, และฝึกภาษาอังกฤษเพื่อการใช้งานจริงผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนวิชาที่เหลือจะถูกนำมารวมกันในหน่วยการเรียนรู้ PBL (Play-based Learning) และด้วยบริบทของโรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจึงให้ความสำคัญกับรายวิชาศาสนาเป็นพิเศษ โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนมุสลิมนำหลักคำสอนไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เพียงการท่องจำ"
"ด้วยโครงสร้างใหม่นี้ เราสามารถลดวิชาเรียนลงเหลือเพียง 9 วิชา จากเดิม 16 วิชา ช่วยลดภาระของเด็กๆ และทำให้ห้องเรียนสนุกมีชีวิตชีวาขึ้น โดยครูจะเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้สอน’ มาเป็น ‘นักจัดกระบวนการเรียนรู้’ แทน นวัตกรรมทั้งหมดนี้มุ่งส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ฝึกคิด ผ่านการวิเคราะห์ตัวละครในนิทาน ให้พวกเขาถอดบทเรียน เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และคิดวิธีแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่นำไปใช้ได้จริง นอกจากนี้ การปรับตารางสอนให้กระชับขึ้น และการที่เราเป็นโรงเรียนเครือข่ายลำปลายมาศพัฒนา ซึ่งใช้ 'แผนการเรียนรู้กลาง' ร่วมกัน ทำให้ระบบการสอนถูกวางแผนไว้เป็นระบบมาก แม้ในวันที่ครูติดภารกิจหรือเจ็บป่วย เด็กๆ ก็ยังสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด"

ทางด้าน นางสาวต่วนนูรีฟาร์ ตูแวสุหลง ครูโรงเรียนบ้านคาโต ได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในห้องเรียนว่า“พอได้นำ 'นวัตกรรมจิตศึกษา' มาใช้ในห้องเรียน เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากค่ะ จากเดิมที่เด็กๆ ค่อนข้างซนและเล่นกันแบบไม่มีวินัย ตอนนี้เขารู้จักดูแลตัวเองได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งเด็กอนุบาลก็มีสมาธิพร้อมเรียนรู้ ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมนี้ยังช่วยสร้างพื้นที่ที่ทำให้เด็กๆ กล้าคิด กล้าพูด โดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิด และรู้จักเคารพคนอื่นด้วยค่ะส่วนกิจกรรม PBL ของชั้นอนุบาล เราใช้ 5 งานหลัก (งานบ้าน งานสวน งานครัว งานเล่น และงานสำรวจ) มาใช้ร่วมกัน โดยนำแผนการสอนของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนามาปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตริมทะเลบ้านเรา ความโชคดีนี้ช่วยลดเวลาและภาระการเตรียมสอนของครูไปได้เยอะมาก จากที่ครูต้องคอยบอกคอยสั่ง ก็เปลี่ยนมาให้เด็กๆ ลองนำการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนกลายเป็นวิถีชีวิตที่พวกเขารู้หน้าที่ ทำให้คุณครูเหนื่อยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เด็กๆ ก็มีความสุข สนุกสนาน และตื่นเต้นที่จะได้ตื่นมาเรียนรู้ในทุกๆ วันค่ะ"

เช่นเดียวกับ นางสาวนิอาซีกีน นิแต ครูโรงเรียนบ้านคาโต ที่สะท้อนความประทับใจสั้นๆ ว่า"การนำ 'กิจกรรมจิตศึกษา' มาใช้ ช่วยให้เด็กๆ นิ่งขึ้นและควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยซนหรือร้องไห้เอาแต่ใจ ตอนนี้เขารู้จักใจเย็นลงและรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งสำคัญเกิดจากบรรยากาศในห้องเรียนที่เน้นการให้เกียรติกัน เราไม่ตัดสินว่าใครผิดหรือถูก และไม่กดดันเลยเวลาที่เด็กยังไม่พร้อมตอบ แต่จะเน้นการให้โอกาสและให้กำลังใจแทน ความสบายใจและอบอุ่นใจตรงนี้เองค่ะ ที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้เด็กๆ เปลี่ยนพฤติกรรม และกล้าที่จะเปิดใจร่วมแสดงความคิดเห็นในห้องเรียนมากขึ้นทุกวัน"
ความเปลี่ยนแปลงและบรรยากาศแห่งความสุขเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในมุมมองของครูเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านรอยยิ้มและเสียงบอกเล่าของเด็กๆ อย่าง เด็กชายสุไลมาน แวนเถาะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เล่าให้ฟังว่า

“ผมชอบวิชาพละเพราะได้เตะฟุตบอล แล้วก็ชอบวิชาคณิตศาสตร์เพราะสนุกกับการบวกเลข เอาไปใช้คิดเงินตอนซื้อขนมได้จริงครับ นอกจากนี้ทุกเช้าพอมาถึงโรงเรียน ผมจะเก็บกระเป๋าแล้วก็หยิบไม้กวาดมาช่วยทำความสะอาดห้องเรียนเองเลยโดยไม่ต้องมีใครบอก เพราะรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา ส่วนกิจกรรมจิตศึกษาก็สนุกมากครับ ผมชอบเวลาที่คุณครูเล่านิทานแล้วชวนตอบคำถาม ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขกับการเรียนในทุกวันครับ”

ไม่ใช่แค่เด็กเล็กเท่านั้น แม้แต่พี่ใหญ่อย่าง เด็กหญิงชัยนับ เวาะซอ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในวัยรุ่นไว้อย่างน่าประทับใจว่า“กิจกรรมจิตศึกษาช่วยให้หนูมีสติและควบคุมตัวเองได้ดีขึ้นมากเลยค่ะ เวลาที่เริ่มมีอารมณ์ร้อนหรือหงุดหงิด หนูก็จะดึงสติตัวเองกลับมาได้เร็วขึ้น จนคุณพ่อคุณแม่ทักว่าหนูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเยอะ และใจเย็นลง หนูต้องขอบคุณท่าน ผอ. และคุณครูทุกคนที่มอบโอกาสนี้ให้ หลังจากนี้หนูตั้งใจจะนำจิตศึกษาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ โดยเฉพาะความฝันในอนาคตที่หนูอยากเป็นคุณหมอ หนูจะนำหลักคิดและสติจากกิจกรรมนี้ไปใช้ดูแลคนไข้และใช้ในชีวิตแน่นอนค่ะ”

ปิดท้ายด้วย เด็กหญิงอาฟีรา เซ็ง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่มอนิเตอร์คอยดูแลน้องๆ ช่วงกิจกรรมหน้าเสาธง ได้บอกเล่าความภาคภูมิใจว่า“หนูชอบทุกกิจกรรมในโรงเรียนเลยค่ะ แต่มีความสุขที่สุดตอนได้ดูแลและสอนน้องๆ ให้รู้จักใจเย็น สงบสติอารมณ์ และพูดจาไพเราะ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณครูคอยสอนพวกหนูมาตลอดผ่านกิจกรรมจิตศึกษา การที่เราได้ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้น้อง ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น กล้าแสดงออก และควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้นด้วยค่ะ โดยเฉพาะการเลือกใช้คำพูดที่สุภาพและไม่พูดคำหยาบ จนคุณพ่อคุณแม่และคนในบ้านภูมิใจมากที่เห็นหนูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนๆ และน้องๆ ในโรงเรียนได้ค่ะ”

จากเรื่องราวของ “โรงเรียนบ้านคาโต” พิสูจน์ให้เราเห็นว่า ไม่ว่าข้อจำกัดของพื้นที่หรือมรสุมชีวิตรอบตัวจะหนักหนาแค่ไหน แต่ถ้าชุมชน ท้องถิ่น และโรงเรียนจับมือเดินไปด้วยกันอย่างถูกทิศทาง การศึกษาจะทำหน้าที่มากกว่าแค่การสอนหนังสือ แต่จะสร้างชีวิตใหม่ให้เด็กๆ เติบโตขึ้นมาอย่างมีภูมิคุ้มกัน “คาโตโมเดล” ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวความสำเร็จของโรงเรียนเล็กๆ ริมชายฝั่งทะเลปะนาเระเท่านั้น แต่เป็นต้นแบบความหวังที่จุดประกายให้เห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนอนาคตของชาติได้จริง เริ่มต้นจากฐานรากที่แข็งแกร่งในห้องเรียนของชุมชนเอง
- โฆษณา -
แท็กที่เกี่ยวข้อง